Muelmar Magallanes(2)

(ดูตอนที่แล้ว)

เสียงน้ำกระเซ็นจากการกระโจนลงน้ำ ในน้ำสีน้ำตาลขุ่น มือเท้าผม ปัดไปโดนเศษไม้
และเศษสิ่งของมากมาย ผมมุ่งหน้าไปยังหลังคาบ้านไม้ สายน้ำยังคงเชี่ยวกราก

.

“เหรียญทอง มูเอลมาร์ มากาลลาเนส” เสียงประกาศชื่อผมดังกึกก้องไปทั่วสระว่ายน้ำ
ประจำอำเภออัลคาลา บ้านเกิดของผม ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี บ้านผมเป็นทุ่งนา
ตั้งอยู่ข้างแม่น้ำคากายัน ผมและเพื่อนๆ จะไปเล่นน้ำกันอยู่เป็นประจำ
เราจะชอบว่ายแข่งกันในแม่น้ำ และผมก็ชนะเสมอ มีครั้งนึงหน้าน้ำหลาก
น้ำจะเชี่ยว และระดับสูงมาก แม้จะว่ายน้ำเก่งผมก็ยังถูกแรงน้ำพัดไป
โชคดีเพื่อนโยนเชือกให้จับจึงรอดมาได้

ปีนั้น น้ำป่าไหลมาจากเขาคากายัน น้ำเข้าท่วมนาข้าว เสียหายหมด
พ่อผมบอกว่าเราเป็นหนี้อยู่มากตอนนี้ ทั้งแรง ทั้งเวลาหายไปหมด
พ่อจึงตัดสินใจพาครอบครัวออกจากอัลคาลา เขามนิลาเพื่อทำงานก่อสร้าง
ตอนนี้ก็สองปีแล้ว ที่เราจากบ้านมา

.

.

ในที่สุดผมก็คว้ามือที่ติดอยู่บนหลังคานั่นเอาไว้ได้แล้ว
ปรากฏว่าป้าขายข้าวร้านที่เรากินประจำนั่นเอง “เอสการ์ !!”
“เอสการ์ เห็นเอสการ์รึป่าว มันอยุ่ฝั่งรึยัง”
ภาพเด็กชายวัย 7 ปี ลอยขึ้นมา ลูกของแกเอสการ์
จะคอยวิ่งมาเสริพน้ำให้พวกเรา
“ยังไม่ได้เดินดูเลยครับ ตอนนี้เราข้ามกลับไปก่อนดีกว่า”
ป้ายังคงร้องไห้ แต่ก็เข้ามากอดผมไว้ผมสัมผัสได้ถึงความกลัว
ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย เราค่อยๆ ลงน้ำ ตอนนี้น้ำยังแรงมาก
น้อง พ่อ และคนอื่น คอยดึงเชือกของผมให้กลับเข้าฝั่ง
ไม่อย่างนั้น ผมคงโดนกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดหายไปอย่างแน่นอน

เมื่อถึงป้าแกเดินถามทุกคน ว่าเจอลูกชายแกรึเปล่า แต่ไม่มีใครพบ
แล้วแกก็เดินมาทางผม ทรุดเขาลงร้องไห้ พูดแทบไม่เป็นศัพท์
“เอลมาร์ ช่วยเอสการ์ ลูกป้าด้วย ช่วยด้วยนะ”
“ช่วยลูกป้าด้วย ช่วยเอสการ์ ด้วย”
สายตาคู่นั้นแดงก่ำ มองมาทางผม แกพูดไปร้องไห้ไป
“ผมจะช่วย เอสการ์เอง ป้าไม่ต้องห่วง” ผมตอบ
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน อาจจะหายไปกับน้ำแล้ว
แต่ เวลาอย่างนั้น ความหวังดูจะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดแล้ว

ผมมองไปที่ผืนน้ำ หลังนั้นอาจมีเอสการ์อยู่ก็ได้
ผมว่ายออกไปอีก การว่ายน้ำให้ไปถึงจุดที่ต้องการใน กระแสน้ำเชี่ยว
เป็นเรื่องที่ยากมาก ที่พอเป็นไปได้ คือไปยังบ้าน ที่อยู่ทางปลายน้ำ
หลังนี้มีเด็กสองคน และผู้ใหญ่อีกคน แต่ไม่มีเอสการ์ แต่ถึงอย่างั้น
เราก็ต้องพาทั้งสามคนไป ผมต้องพาไปทีละคนเพราะเสี่ยงเกินไป
กับน้ำเชี่ยวอย่างงี้

ระหว่างทางกลับเด็กคนที่สอง มือลื่นหลุดจากตัวผม โชคยังดี
ผมหันไปคว้าไว้ทัน คนบนฝั่งต่างตกใจร้องโวยวาย ผมพาเด็กมาไว้ด้านหน้าแทน
และเอาเชือกล้อมเด็กไว้อีกที

นี่ก็เป็นหลังที่ห้าแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววเอสการ์เลย แต่ก็ต้องพาแต่ละคนขึ้นฝั่ง
โดยส่วนใหญ่ต้องพาขึ้นฝั่งแบบทีละคน คนบนฝั่งก็จะช่วยกันดึงกลับไป
ผมก็จะว่ายช่วยบ้าง

“เอลมาร์ ไม่ต้องออกไปแล้ว ” เสียงพ่อผมตะโกนเรียก ก่อนที่ผมกำลังจะลงไปอีกครั้ง
“แกเหนื่อยมากแล้ว แกไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้”

“พ่อ ผมยังไหว” ผมเหลือบไปเห็น คนลอยตามกระแสน้ำมา ผมรีบกระโจน
ลงแม่น้ำไม่ฟังเสียงค้านจองพอผม การไปให้ถึงคนที่ลอยตามน้ำ ยากกว่าบนหลังคาบ้านมาก
ผมต้องว่ายเต็มแรง เพื่อเร่งให้ทัน ก่อนที่กระแสน้ำจะพัดไปไกลเกินกว่าที่เชือกจะไปถึง
ผมคว้าไว้ได้แล้ว เป็นผู้หญิงรุ่นเดียวกับผม ตอนนั้นเธอแทบไม่เหลือสติแล้ว
เชือกสุดแล้ว มันยากมากที่จะพาเธอมาเกาะเชือกทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีแรงอยู่เลย
น้ำพัดเราไปกระแทกอะไรบางอย่างใต้น้ำอย่างแรง ความเจ็บปวดที่ขาสั่นสะท้านไปทั่วร่าง
แต่ผมยังกอดเธอไว้แน่น คนบนฝั่งเริ่มลากเรากลับขึ้นไป

บาดแผลช้ำแดงเป็นวงกว้างที่ขาความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นบาดแผลที่เดียวบนร่างกาย
ตอนนี้ทั่วร่าง มีแผลเต็มไปหมด เพราะมีสิ่งของมากมายเต็มไปหมดที่อยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวนี้
“เอลมาร์ พ่อของร้องแกช่วยคนมามากแล้ว อย่าลงไปอีกเลย”
อะไรทำให้ผมยังลงน้ำต่อไป แต่แรกผมแทบไม่ถามเลยว่าทำไมต้องไปช่วย
ผมมีแรง ว่ายน้ำเก่ง และมีคนให้ไปช่วย ก็เท่านั้น

ภาพสายตาของคนที่ผมช่วย ปรากฎขึ้น นั่นแหละคือคำตอบ
ทุกครั้งที่ผมว่ายไปถึง สายตาของคนเหล่านั้นบอกผมว่า เขาดีใจขนาดไหน ที่จะออก
จากความกลัวสายน้ำผืนนี้ไปได้ ทุกครั้งที่ขึ้นฝั่งพวกเขาจะอ่อนระโหย แต่หันมากอดผม
บอกขอบคุณแล้ว ขอบคุณอีก  หรือไม่ก็ร้องไห้เพราะคนในครอบครัวที่หายไป
ผมยังอยากพาเขาออกจากความกลัว และมอบความหวังที่จะเจอแม่ เจอน้อง
เจอพ่อ เจอลูก ให้กับพวกเขา   ใช่ เอสการ์ ต้องยังอยู่

“พ่อ ให้ผมช่วยเขาออกจากสายน้ำนี้เถอะ พวกเขากลัวอยู่ ”
สายตาพ่อเปลี่ยนไป มันทำให้ผมรู้สึกว่าพ่อทั้งเป็นกังวล
ทั้งภูมิใจ ปนกันไป ถ้าเป็นจริง ผมก็ดีใจที่พ่อรู้สึกอย่างนั้น

ถึงบาดแผลจะสร้างความเจ็บปวดไม่มาก แต่กล้ามเนื้อทุกส่วน
มันก็เริ่มส่งสัญญาณความอ่อนล้าแล้ว ตอนนี้มันเวลาอะไรแล้ว
ถึงแม้ฝนจะแทบไม่ตกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์เลย
ถ้าได้เห็นแสงอาทิตย์อีกก็คงดี

.

แล้วผมหาก็เจอ
“เอลมาร์” เด็กคนนั้นวิ่งร้องไห้มากอดผม เขาร้องไห้ไปพูดไป แต่แทบไม่เป็นภาษา
“ไม่ต้องร้องแล้ว แม่เอ็งรออยู่บนฝั่งแล้ว”
“ไปไหนมาหา” ผมลูบหัวเอสการ์  ในที่สุดก็หาเจอ
เอสการ์ ยังอยู่ ดีใจที่ยังเชื่ออย่างนี้ ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหน
แค่ได้พบแล้ว มันก็คุ้มค่าแล้ว
“เราไปหาแม่เถอะ เอสการ์”  เอสการ์กอดผมไว้แน่น น้ำตายังไหลอยู่

ภาพแม่ลูกกอดกัน ทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ทั้งแม่ทั้งลูกกอดกันไป
ทั้งร้องไห้ ทั้งยิ้ม

.

มองไปในสายน้ำ เชือกยังคงมัดอย่างหลวมๆ อยู่ที่ตัว เสียงลมหายใจช้าหนัก
แสดงความเหนื่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง แขนขา ตอนนี้มันหนักอึ้ง
ผิวกายย่นยับนุ่มนิ่ม เพราะว่าลงน้ำเป็นเวลานาน บาดแผลดูจะมากว่าเดิมอีกนิดหน่อย
ที่สำคัญคือ กล้ามเนื้อทุกส่วนเหมือนบิดเป็นเกลียว และบวมออกมา มันตึงล้า
รู้สึกเหมือนแทบจะปริออกมา ตอนนี้ร่างกายตะโกนใส่หน้าผมให้ต้องหยุดแล้ว

ตอนนั้นเอง ภาพมือจบกล่องโฟมอยู่บนน้ำก็ปรากฎในอยู่น้ำ แต่หาเจ้าของมือไม่ได้
แล้วมืออีกข้างห่อผ้า ที่มีมือเล็กขยับไหวๆ  ไม่มีเวลาแล้ว
ผมกระโจนลงน้ำว่ายโดยไม่ฟังเสียงตะโกนของร่างกาย ปล่อยให้มันกรีดร้องต่อไป
ผมว่ายไปสุดแรง แต่ทุกครั้งที่ยกแขนก็จะได้ยินเสียงแผดร้องของมือแขน
จับแขนได้แล้ว ผมลากแขนข้างนั้นเข้ามาหาตัว เขาอุ้มเด็กด้วยมือข้างเดียว
เหลือเพียงมืออีกข้างเท่านั้นที่พอจะจับเชือกได้
ความลำบากในการพาทั้งสามชีวิตในน้ำขึ้นฝั่ง มีมากขึ้น ผมจึงตัดสินใจเอา
เชือกทื่คล้องตัวอยู่ ไปคล้องให้ผู้หญิง แล้วก็ใช้มือสองข้างของผมโอบและจับเชือกไว้

ปลอดภัยแล้ว ทั้งสามชีวิตอยู่ในท่าเหมาะสม แรงดึงจากปลายเชือกอีกฝั่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ร่างกายผมยังกรีดร้อง สั่นสะเทือนอย่างเจ็บปวดไปทั่วทุกชิ้นส่วน โดยเฉพาะแขนขา
แต่อีกไม่นานก็จะพักแล้ว
“ผลั่ก” เสียงอัดกระแทกดังขึ้น อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แรงสั่นสะเทือนวิ่งจากกลางหลัง
ผ่านผิวหนังและกล้ามเนื้อขึ้นไปในสมอง และยังวิ่งไปทั่วทุกรูขุมขน สัญญาณสะเทือน
แข็งอัมพาตวิ่งลงมาจากสมองอีกทีนึง ความรู้สึกทั่วตัวสุญสิ้นไป ความรู้สึกที่ปลายนิ้ว
ก็หายไปด้วย เพราะอะไรไม่รู้ นิ้วและมือก็ไม่สามารถยึดเกาะเชือกได้ตามคำสั่ง
มันคลายตัวออกมา

ร่างผมเริ่มแยกออกมาแล้ว ผมพยามสั่งให้แขนขาขยับตัวเปลี่ยนเป็นท่าว่ายน้ำ
เพื่อพาตัวเองเข้าฝั่ง แต่ร่างกายไม่ตอบสนองเลย ผมได้ยินเสียงร้องตะโกนโวยวายจากฝั่ง
แต่ไม่สามารถจับความอะไรได้เลย น้ำพาผมไปอย่างไม่มีทิศทาง
ร่างกายไม่ได้ขยับเพื่อส่งสัญญาณของชีวิตเลย ตอนนี้มันคงเหมือนท่อนไม้ที่ต้องไป
ตามกระแสน้ำได้เพียงอย่างเดียว

น้ำไหลเข้าจมูก อาการอึดอัดมึนชาหายใจไม่ได้ แม้แต่แรงสำลักน้ำก็ไม่มี
ในอกเริ่มรู้สึกมีน้ำเข้าไป

ผมกำลังจะตาย..

.

ถามว่าผมเสียใจไหมที่ต้องมาตายเพราะช่วยคนอื่น ?
อายุ 18 ปีของผมเพิ่งผ่านพ้นวัยเด็กมาได้ไม่นาน ผมเสียดายชีวิตส่วนที่น่าจะเหลือหรือไม่?
ใบหน้าเหล่านั้นให้คำตอบผม ความรู้สึกของคนเหล่านั้นให้คำตอบผม
ความรู้สึกของผมให้คำตอบผม ผมอยากปลดปล่อยเขาจากความกลัว
และมอบความหวังให้พวกเขา และผมก็ได้เห็นทุกเสี้ยวนาที ที่พวกคนที่ผมช่วย
ออกจากความกลัว รู้สึกปลอดภัย และดีใจเมื่อได้พบคนที่กลัวว่าจะต้องลาจาก

และพวกเขาเหล่านั้น จะได้มีชีวิตต่อไป….

รูปพ่อและแม่ของ Muelmar Magallanaz
รูปพ่อและแม่ของ Muelmar Magallanaz

Maria Luz Magallanes แม่

แด่ Muelmar Magallanez

3 thoughts on “Muelmar Magallanes(2)

  1. บันทึกท้ายเรื่อง
    การชื่นชม เชิดชู และยกย่องการกระทำของ Muelmar เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
    แต่นอกจากนั้น ผมต้องการอยากจะรู้ว่า ชายหนุ่มคนงานก่อสร้าง ที่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะมี
    โอกาสที่ดีอะไรในชีวิต อาจอยู่ในกลุ่มโดนกดขี่ ไม่ได้รับความเท่าเทียมจริงๆ
    ทั้งยังอยู่ในวัยรุ่น อายุเพียง 18 ปี กระโดดลงน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุใด

    แน่นอน เขาไม่ได้วางแผนว่าตัวเองต้องช่วยให้ได้ 30 คน แล้วก็ตายไป
    ในนาทีที่ตาย ผมก็ไม่เชื่อว่าเขาจะรู้ว่าจำนวนกี่คนที่ช่วยไป

    และเรื่องนี้เป็นคำตอบที่ผมอยากจะตอบ

    ในฐานะมนุษย์คนนึง ผมขอบคุณที่เขายอมสละชีวิต ให้โลกดูน่าอยู่ขึ้น

  2. สถานการณ์สร้าง วีรบุรุษครับ
    ผมเองยังไม่มั่นใจเลยว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นผมเองจะกล้าทำแบบนี้หรือเปล่า

    ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆมาร้อยเรียงให้อ่านครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s