ผู้อื่นในตัวเรา ปีศาจที่เราสร้าง

“ผู้อื่นในตัวเรา” เป็นชื่อของความเรียงว่าด้วยอิสระภาพจากตัวตน ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
และก็นับเป็นเรื่องที่ 3 ที่ผมนำมาพูดถึงจากหนังสือ “วันที่ถอดหมวก”

ในคราวแรกผมตั้งใจตัดเฉพาะบางส่วนของความเรียงนี้ แต่เมื่อนำกลับมาอ่านเป็นรอบที่สี่
ผมรู้สึกว่าการลดทอน ไม่สามารถสื่อสารเนื้อหาที่ควรได้รับจากความเรียงนี้ได้

.

แม้ผมจะอยู่อย่างสันโดษเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็คบหามิตรสหายจำนวนมาก
ทำให้รู้จักนิสัยใจคอของผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย

แน่นอน เมื่อนับเป็นเพื่อน ผมย่อมยึดถือเขาเป็นคนดี กระนั้นก็ตาม
ผมอดสังเกตไม่ได้ว่าบางคนมีนิสัย “ประหลาดพิกล”

คนหนึ่งชอบสะสมรถหรูราคาแพง ทั้งๆ ที่รายได้ไม่ถึงขั้นมหาเศรษฐี
ส่วนอีกคนหนึ่งก็ชอบย้ายบ้านให้ไกลห่างจากเพื่อนพ้อง
และทุกครั้งที่คุยกันว่าโลกมีสิ่งใดดี เขาจะหาด้านลบมาหักล้างได้ทุกประเด็น
ส่วนคนที่สาม อะไรๆก็พอทน แต่ชอบแต่งตัวตรงข้ามกับทฤษฎีความงามและ
กาลเทศะทั้งปวง ประมาณว่าท่อนบนใส่เสื้อหรู แต่ท่อนล่างนุ่งกางเกงหูรูด
สีสันฉูดฉาด

ความสนิทกัน ผมจึงค้นพบว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไป แต่ละคนล้วนมีความในใจ
บางอย่างเป็นแรงขับเคลื่อนนิสัยแปลกๆ เหล่านั้น บ้างเคยถูกญาติแฟนเก่า
หมิ่นหยามเรื่องความจน บางคนเคยเจ็บปวดจากชีวิตสมรส และอย่างน้อย
มีหนึ่งคนที่เกิดมามีเงินแต่เบื่อหน่อยวัฒนธรรมสำเร็จรูปของคนรวย กระทั่ง
อยากทำทุกอย่างตรงข้าม

ผมเคยเอาเรื่องราวของมิตรสหายมาขบคิดอยู่เงียบๆ ยิ่งคิดยิ่งพบว่า จริงๆ
มันไม่ใช่เรื่อง “ประหลาดพิกล” แต่อย่างใด หากพวกเขาจะผิดแผกแตกต่าง
จากคนอื่นบ้างก็คงเฉพาะรายละเอียดรูปธรรมของกรณี ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว
ใครจะปฏิเสธได้ว่านี่มิใช่ปรากฎการณ์ทั่วไป

คนเราเกิดมามีชีวิตกี่เสี้ยวส่วนเป็นของตัวเอง หลายอย่างทำไปเพื่อตอบสนอง
ความคาดหวังของผู้อื่น หรือไม่ก็เพื่อประชดต้านข้อเรียกร้องที่สนองไม่ได้
เท่านั้นยังไม่พอ มีบ่อยครั้งที่คนชอบคนชังที่เคยคาดหวังหรือหยามหมิ่น
ล้วนแยกจากไปหมดแล้ว แต่เรายังคงทำทุดอย่างตามแรงกดดันที่ตกค้าง
โดยมิกล้าเปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้ในแง่หนึ่งใช่หรือไม่ว่าชีวิตของทุกท่านเหมือนมีคนแอบ “สั่งการ” อยู่หลายคน?

เริ่มตั้งแต่เยาว์วัย พ่อแม่ต่างฝากฝังให้เป็นโน่นเป็นนี่ บ้างอยากให้ช่วยลบปมด้วยของบรรพชน
ไม่เคยเรียนหนังสือก็อยากให้เรียนแทน ไม่เคยมั่งคั่งก็อยากให้รวยแทน และที่หนักหน่วงกว่า
ก็คือบางทีอยากให้ลูกทำทุกอย่างเหมือนตัวเอง

ผมรู้จักคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดมาเหมือนไม่เคยเกิด เพราะผ่านวันเวลาที่เอาชีวิตพ่อแม่มา
ผลิตซ้ำแทบทุกประการ

ครั้นเติบใหญ่เป็นหนุ่มสาว ความอยากรักและอยากถูกรัก ทำให้ส่วนใหญ่ยังต้องแบก
ความฝันของผู้อื่น แบกความสำเร็จก็มีล้มเหลวก็มาก บางท่านคนรักจากไปนานแล้ว
ยังไม่กล้าวางความฝันที่อีกฝ่ายทิ้งไว้

บางคนทุ่มชีวิตสร้างสมบัติพัสถานเพราะเจ็บใจที่แฟนเก่าเคยปรามาส บางคนเปลี่ยน
คนรักมาหลายครั้ง ยังไม่กล้ามีความสุขกับปัจจุบัน พอตกค่ำเมามาย ได้แต่ค้างแรมกับ
‘ความทรงจำ’ อะไรทำนองนี้

สุดท้ายเมื่อสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ในบางวงการ เริ่องกลายเป็นว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
วันเวลาของท่านกลับถูกล่ามร้อยไว้ด้วยความคาดหวังของผู้อื่นทั้งสิ้น ทุกคนเข้ามาขอให้ทำเรื่อง
นั้นเรื่องนี้จนดูๆ ไปแล้วเปรียบเสมือนในตัวท่านมีแต่ผู้อื่นมาแอบใช้ชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา
ผู้ที่ไม่กล้าและมิอาจใช้ชีวิตของพวกเขาเอง

ถามว่า แล้วท่านทำสิ่งเดียวกันหรือไม่ เคยแทรกตัวเข้าไปในชีวิตผู้อื่นหรือไม่?
คำตอบคือ ย่อมต้องเคยทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว กระทั่งมีอยู่ไม่น้อยที่เสพติด
แบบแผนความสัมพันธ์เช่นนี้ ทำไปทำมาผู้คนจะพบกับแรงกดดันจาากรอบทิศทาง
ในตัวท่านมีผู้อื่น ในผู้อื่นมีตัวท่าน ทุกฝ่ายล้วนช่วงชิงเบียดแบ่งชีวิตที่มิใช่ของตน

สภาพที่เกิดขึ้นคือ หลายคนอยากถอนตัวออกจาตาข่ายกรรมดังกล่าว
แต่น้อยคนทำได้สำเร็จ ส่วนใหญ่ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ยามคล้อยตาม
ท่านสูญเสียอิสรภาพ ยามปฏิเสธ ท่านกลายเป็น ‘ขบถ’ โดดเดี่ยวไร้คนเข้าใจ
มันเป็นริ้วแส้ที่เฆี่ยนตีกันมาเป็นลูกโซ่จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง
ส่งต่อไปทั่วจนแทบจำแนกแยกแยะไม่ออกว่ามีจุดเริ่มต้นอยู่ ณ ที่ใด

ถามต่อไปว่า แล้วทางออกมีบ้างไหม? อันที่จริงยังมีอยู่และไม่จำเป็นต้องนำไป
สู้การสิ้นสลายของสัมพันธภาพ

การมีผู้อื่นในตัวเรา และมีเราในตัวผู้อื่น ยังมีด้านที่จริงกว่า ดีกว่า และสวยงามกว่า
ที่เป็นอยู่มากมายหลายเท่า แต่ทุกคนจะต้องเริ่มต้นจากการทำตัวเองไม่ให้มีใคร
ไม่มีแม้กระทั่งตัวตน นี่เป็นกลยุทธ์ของฟ้าดินที่ท่านจะต้องไม่มีอะไรเลยเพื่อที่
จะได้มีทุกอย่างตามหลังมา

พูดให้ชัดก็คือ ทุกคนคงต้องเริ่มต้นสำรวจตัวเองว่าที่ยอมให้ความต้องการของผู้อื่น
มากดดันนั้น ลึกๆ แล้วเป็นเพราะมุ่งหวังสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุเงินทอง ความมั่นคง
ปลอดภัยในชีวิต หรือความรัก การยอมรับ และความเข้าใจ ฯลฯ จากนั้นจะพบว่า
ในทุกกรณีล้วนเป็นท่านนั่นแหละที่ยอมเสียอิสรภาพเพื่อแลกกับบางสิ่งบางประการ

เช่นนี้แล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้คนอื่นครอบงำท่านไม่ได้ คือการไม่ปรารถนาอะไรจาก
พวกเขา เมื่อไม่ปรารถนาสิ่งใดคนอื่นไม่เพียงต้องถอนแรงกดดันออกไป แม้แต่ตัว
ท่าน ณ บัดนี้ยังต้องถือว่าถอนตัวจากตนเอง

ถอนตัวจากตนเอง ในโลกมีเรื่องเช่นนั้นด้วยหรือ?

มีแน่นอน และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็น ‘ตัวของตัวเอง’

ใช่หรือไม่ว่าเมื่อเลิกต้องการสิ่งต่างๆ จากผู้อื่น ท่านย่อมก้าวพ้นโซ่ตรวนภายนอก
และเมื่อเลิกยึดติดในความต้องการของตัวเอง ท่านย่อมหลุดพ้นจากพันธนาการภายใน
ชีวิตเช่นนี้หากไม่เรียกว่าอิสรภาพ ย่อมไม่ทราบจะเรียกหามันว่ากระไร

จากนั้นเมื่อเริ่มทบทวนความสัมพันธ์ทั้งปวง ท่านจะพบตัวเองสามารถสร้างความสัมพันธ์
กับผู้อื่นได้ด้วยความโปร่งโล่งมากกว่าเดิม ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงแท้ รักเพราะอยากรัก
ให้เพราะอยากให้ เพราะไม่หวังจะได้สิ่งใดกลับมา
ยิ่งไปกว่านี้ เนื่องเพราะไม่มีผลประโยชน์ทางวัตถุทั้งทางจิตใจ ท่านจึงกล้าท้วงติงผู้คนทั้ง
ห่างไกลและใกล้ชิด รวมทั้งสามารถเลือกที่จะตอบสนองเฉพาะเรื่องที่ท่านเห็นด้วยอย่างแท้จริง

สิ่งมหัศจรรย์ของเรื่องนี้ก็คือความที่ท่านไม่มีตัวเอง หรืออย่างน้อยไม่ยึดถือตัวเอง
เป็นศูนย์กลางของความต้องการ พื้นที่ที่ท่านเหลือไว้ให้ผู้อื่นจึงมากมายไร้ขอบเขต
กลายเป็นชีวิตท่านกับเป็นหนึ่งเดียวกับผู้คน หนึ่งกับทั้งหมดแยกกันไม่ออก อิสรภาพ
ของปัจเจกกับเอกภาพขององค์รวมกลายเป็นเรื่องเกียวกัน

ใช่ การมีผู้อื่นในชีวิตของตัวเรา และมีตัวเราในชีวิตของผู้อื่นนั้น ถึงอย่างไรก็เลี่ยงไม่พ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ามองจากทางโลกหรือทางธรรม ความเกี่ยวโยงระหว่างคนกับคน
เป็นทั้งความจริงและความจำเป็นของการมีชีวิตอยู่ ประเด็นมีอยู่เพียงว่า
จะจัดความสัมพันธ์เหล่านี้กันอย่างไร

พูดก็พูดเถอะ การครอบงำที่มนุษย์ทำต่อกัน แท้จริงแล้วนับเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
อย่างหนึ่ง แต่มันไม่ได้เกิดจากโครงสร้างทางสังคมอย่างเดียว ต้นตอบ่อเกิดที่ใหญ่กว่า
กลับอยู่ในใจคน

ในเมื่อเหตุเกิดจากข้างใน ก็ต้องดับจากข้างใน

ตุลาคม 2548

.

ผมเชื่อว่า ถ้าคุณลองสำรวจมองกันดีๆ เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง เกิดขึ้นอยู่  และอาจเกิดขึ้นต่อไป
แต่สาเหตุเป็นเช่นไรนั้น หรือว่าในใจเรามีความปรารถนาสิ่งใด เป็นเช่นเดียวกับที่ในเรื่องนี้บอกหรือไม่
ก็คงเป็นเรื่องเฉพาะตัวเพื่อหาคำตอบไป

ในส่วนของผมคิดว่ามีทั้งความปรารถนา ความไม่ปรารถนา และคำตัดสิน หรือมุมมองที่คนมีต่อคน
ล้วนเป็นโซ่ตรวน และผลักเราเป็น หรือไม่เป็น  ทำตามหรือดื้อรั้น

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ‘ปีศาจที่เราสร้าง’ ตัวผมในสายตาพ่อแม่ ไม่ใช่ลูกที่ดี หรือทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจนัก
บางครั้งรู้สึกว่ายังถูกมองว่า เป็นคนทำอะไรไม่ค่อยได้ตั้งใจอยู่บ่อยๆ  ในใจผมบางคราวอยากตอบสนอง
ให้เป็นสมคำนั้นเสีย  ด้วยการพล่าพลานชีวิตตัวเอง ให้รู้แล้วรู้รอดไป

หากมองไปอีก หนังสือรางวัลซีไรต์อย่าง คำพิพากษา ก็เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเหตุการณ์นี้ได้อย่างดี
การที่ ฟัก เคยเป็นเณรที่ชาวบ้านนับถือ และภาคภูมิใจ มาเป็นภารโรง และโดนทุกคนกล่าวหาว่าเป็น
‘ชู้กับเมียพ่อ’ ทำให้กินเหล้าเมามาย และไม่อาจทำเอาดี อะไรได้ จนต้องตายเพราะพิษเหล้า
มันช่างทำร้ายจิตใจคนอ่าน

หมายความว่า การตัดสินดีความว่าคนอื่นเป็นเช่นไร เขาคนนั้นคนดีหรือ คนเลว เป็นคนอย่างนั้น คนอย่างนี้
หรือแม้กระทั่ง รู้สึกว่าถูกผู้คนมองว่าเป็นคนอย่างนั้น คนอย่างนี้  เราก็ต้องใช้สติเลือกจัดความสัมพันธ์ ต่อสิ่งเหล่านี้ด้วย

สุดท้ายผมอยากจะสื่อว่า ผมคิดว่ามันเป็นช่องทางเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง
เรียนรู้ที่จะปลดพันธนาการ และเป็นอิสระ  เป็นเส้นทางค่อยๆ เดิน
ค่อยๆ รวบรวมสะสม ค่อยๆ ปลดโซ่คล้องพันธนาการออกลง ทีละอย่าง ทีละอย่าง
บางอย่างง่าย บางอย่างยาก บางอย่างเบา บางอย่างหนัก
ผมเรียกสิ่งนี้อีกอย่างว่า มีความสุขกับความเข้าใจตัวเอง เคยเขียนไว้อีกแบบด้วยครับ

.

เรื่องเก่าของอาจารย์เสกสรรค์ จากวันที่ถอดหมวกครับ

อดีตที่หายไป

วันที่ถอดหมวก

2 thoughts on “ผู้อื่นในตัวเรา ปีศาจที่เราสร้าง

  1. โอ๋พิมพ์คำตอบเอาไว้ยาวมาก
    ก่อนนึกได้ว่าเปล่าประโยชน์พูดจาดูดี
    อย่าว่าแต่มันไม่ใช่นิสัย(ทางตัวหนังสือ) ของโอ๋ด้วยซ้ำ

    ประโยคที่ผุดขึ้นในใจหลังอ่านจบ มีหนึ่งเดียว

    “คนเรามันมีหัวใจกันทุกคนแหละ แต่บางทีก็ลืมไปว่าคนอื่นเค้าก็มีเหมือนกัน”

  2. อ่านแล้วได้คิดตาม เหตุเกิดจากข้างใน ก็ต้องดับออกมาจากข้างใน
    มันจริงนะเนี่ย ความไม่ยึดถือตัวเอง เราไม่ไปแอบใช้ชิวิตในชีวิตใคร
    และก็ไม่ให้ใครแอบเข้ามาใช้ชีวิตในชีวิตเรา ทำตัวเองไม่ให้มีใคร ทำตัวตัวเราไม่ให้มีตัวตน
    ให้เพราะอยากจะให้ ไม่ต้องสิ่งใดกลับมา
    ถ้าทุกคนได้คิดอย่างนี้ ทุกคนจะมีความสุขอิสระมาก จริงนะ
    ที่ทุกข์ทุกวันนี้เพราะผู้คนใช้ชีวิตสวนทางไร้ความเอะใจจากสิ่งข้างบนเนาะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s