อดีตที่หายไป

วันนั้นจู่ๆ ฝนก็สาดเม็ดลงมาอย่างหนัก

ผมอยู่บ้านคนเดียวและเหม่อมองสายฝนจากหน้าต่างๆห้องนอน
คล้ายกับสภาพดินฟ้าอากาศ อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกพังทลายทางอารมณ์
และร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น พอฝนหายน้ำตาแห้ง
ผมค่อยถามตัวเองว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ผู้ชายอายุใกล้หกสิบอย่างผมพลันหลั่งน้ำตาราวเด็กน้อย

แน่นอนมันคงต้องเกี่ยวข้องกับความหลังอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย กระนั้นก็ตาม
ความหลังที่ผ่านพ้นใช่ว่าจะเรียกน้ำตาได้เสมอไป
มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของเรื่องราวมองอดีตอย่างไรด้วย

คนสิบขวบอาจไม่สนใจจำว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุห้าขวบ
ส่วนคนอายุยี่สิบอาจหวนนึกถึงวัยสิบขวบมากกว่าคนอายุสิบห้า
คนอายุสี่สิบมองวัยหนุ่มของตนเองแบบหนึ่ง
แต่เรื่องราวเดิมๆ ก็อาจถูกมองต่างไปในยี่สิบปปีถัดไป

ปีนี้อายุผมย่างห้าสิบเจ็ด ร้องไห้ไม่เป็นมาพักใหญ่
จนแทบจะสรุปว่าตัวเองหากไม่ปลงตกกับชีวิต
ก็คงดื้อด้านไม่รู้สึกรู้สากับทุกข์โศกทั้งปวง
ทว่า เป็นเช่นใดไม่แจ้ง วันนั้น… วันที่ฝนตกหนักวันแรกๆ ของฤดู
ผมพลันตกเป็นเชลยของอารมณ์เศร้าอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

มันเริ่มต้นด้วยการนึกถึงผู้คนที่จากไป…
แม่ พ่อ และเพื่อนสนิทจำนวนหนึ่งซึ่งอันที่จริงการย้ายภพของญาติมิตรเหล่านี้ล้วนไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น
ความรู้สึกสูญเสียอาลัยอาวรณ์ก็เหือดจากลงไปมากแล้ว

แม่ตายตอนผมอายุยี่สิบปลายๆ จำได้ว่าผมฝันถึงแม่แทบทุดคืนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี
บ่อยครั้งตื่นกลางดึกด้วยเหตุนี้ บางทีพบตั้วเองน้ำตาริน แต่นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อนานมากแล้ว

พ่อจากไปตอนผมอายุใกล้สี่สิบ ถึงจะไม่รวดร้าวเท่ากับตอนสูญเสียแม่
แต่ผมก็เสียน้ำตาและไม่พูดอะไรกับใครไปหลายวัน
ปัจจุบันนึกถึงพ่อกลับไม่มีอารมณ์แบบนั้น

เพื่อนรักไม่ต่ำกว่าห้าคนจากไปตั้งแต่ผมอายุไม่ถึงห้าสิบ
การสูญเสียพวกเขาไม่เพียงทำให้โลกของผมหดเล็กลง หากยังต้องเลิกคิดฝันในบางเรื่องราว

เช่นเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ก่อนพลัดพรากกันไม่นานยังบอกว่า
เตรียมกระท่อมไว้ให้ผมนั่งเขียนหนังสือในสวนทางภาคเหนือ
อีกคนเป็นสหายร่วมศึกที่พึ่งประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
ก่อนจากไปเคยสัญญาจะแบ่งกันกินแบ่งกันใช้กับผมจนแก่เฒ่า
ยังไม่ต้องเ่อ่ยถึงสหายรักอีกคนหนึ่งเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง
หลังประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัลว่าใครจะทำอะไรผม คงต้องข้ามศพเขาไปก่อน…

แต่พูดก็พูดเถอะ ทุกวันนี้แม้ยังคิดถึงเพื่อนอยู่เป็นระยะ ๆ
ผมก็ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

ถามว่า แล้วทำไมผมยังเสียอกเสียใจอะไรอีกเวลานึกถึงผุ้จากไปทั้งปวง

คำตอบคือ วันนั้นผมไม่เพียงนึกถึงพวกเขา หากยังนึกต่อไปด้วยว่า ชีวิตแท้จริงแล้วอาจมีเพียงแค่นี้………

ใช่ ผมหมายถึงว่ เกิดมา ตายไป ถูกคนที่ยังไม่ตายจำได้สักพักหนึ่ง
จากนั้นคนที่ยังไม่เกิดก็จะหลั่งไหลมาแทนที่ส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่อยากรู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีใครเกิดมาบ้าง

ไม่ทราบว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร แต่ผมเห็นว่า ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าว
มันชวนหดหู่ เสียยิ่งกว่าการพลัดพรากกับญาติมิตรเป็นรายบุคคล

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า วันนั้นผมพานนึกถึงตัวเองอยู่ไม่น้อย….

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ความรู้สึกตอนที่พ่อแม่และเพื่อนพ้องจากไปใหม่ๆ
เพราะฉะนั้นผมจึงแอบหวังว่า เมื่อสูงวัยขึ้นอีกขั้น ผมอาจก้าวพ้นมันไปได้
คนเรามองอดีตอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าจะมองมันเมื่อใด
เพราะมุมมองของแต่ละคนมักจะเปลี่ยนไปตามอายุขัยและวันเวลา

กล่าวเช่นนี้แล้ว เราจะพบว่าอดีตมักถูกปัจจุบันจับมาจำแนกแยกแยะใหม่อยู่เสมอ
และบางทีก็ถูกสังเคราะห์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันด้วย ปัจจุบันคิดอย่างไร
ควาทรงจำหนหลังก็ถูกนำมาไว้ในกรอบคิดอย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาหนึ่งบางคนอาจไม่อยากเอ่ยถึงรักแรก เพราะอับอายขายหน้า
หรือเจ็บปวดเกินไปที่จะบอกใคร ต่อมาเมื่อเติบใหญ่จิตใจกว้างขวางขึ้นก็อาจจะเล่าให้คนอื่นฟังได้โดยไม่กล่าวโทษผู้อื่น
จากนั้นยิ่งสูงวัยมีวุฒิภาวะบางทีกลับเห็นเรื่องเดิมทั้งน่าขันทั้งน่าเล่าเป็นบทเรียน

เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความล้มเหลว หรือกรณีขัดแย้งต่างๆ ก็เช่นกัน
เมื่ออายุมากขึ้นเราก็จะมองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ความผิดพลาดที่เคยทำให้ทุกข์ร้อนทุรนทุรายถึงวัยหนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องที่เราพอใจและภูมิใจที่ผ่านมันมาได้
ครั้นในวัยถัดมาอาจรู้สึกเฉยๆ สุดท้ายแล้วอดีตเหล่านี้อาจไม่มีแม้แต่ในความทรงจำ

ในทำนองเดียวกัน ความสำเร็จที่ทำให้เราตื่นเต้นลิงโลดอยากให้เป็นเรื่องเล่าประจำตระกูล
วันหนึ่งก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ผู้คนที่เริ่มชรามักชินชากับความสำเร็จภายนอก ดังนั้นมุมมองต่ออดีต อาจใช้วัดการเติบโตของแต่ละท่านได้

อย่าว่าแต่เติบโตทางใจเลย การเติบโตทางกายบางทีก็ส่งผลให้เรามองภาพแห่งความหลังผิดแผกจากเดิม
ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เห็นพ่อของตัวเองเป็นชายร่างยักษ์
แต่พอเติบโตเป็นหนุ่ม จึงพบว่าแท้จริงแล้วพ่อสูงเกินไหล่ผมมานิดเดียว
ยิ่งอายุมากขึ้นเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน ภาพพ่อในความทรงจำกลับกลายเป็นผู้เฒ่าร่างเล็ก หนวดเคราขาวโพลน

แน่นอน สำหรับลูกผู้ชายที่โตเต็มที่ คงไม่มีใครนึกถึงพ่อบ่อยนัก ผมเองก็เป็นเช่นนั้นเมื่อไม่นานมานี้
ทั้งนี้เนื่องเพราะเวลาดูกระจกเงา ผมเริ่มเห็นหน้าพ่ออยู่ในหน้าตัวเอง…

แต่ก็ิีอีกนั่นแหละ การเติบโตของผู้คนนับเป็นเรื่องที่ทั้งไม่เท่าเทียมกันและมิอาจรับเหมาโตแทน
ด้วยเหตุนี้จึงบังเกิดเรื่องราวคับแค้นอันเนื่องจากอดีตอยู่มากมาย

ใช่หรือไม่ว่าขณะที่ยังถอนตัวจากเรื่องราวหนหลังไม่ได้
หลายคนอาจถูกพัดพาไปสู่การแสดงซ้ำซากทางอารมณ์
เกิดเป็นจุดบอดทางจิตวิญญาณ และกลายเป็นคนซึ่งถ้าไม่น่าเบื่อ
ก็อาจก่อเรื่องอันตราย ต่อให้เราเขาใจมิตรสหายเหล่านี้ก็ช่วยอะไรได้ยาก
หากเจ้าตัวไม่พร้อมที่จะโตพ้นบาดแผลเดิม

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว คนเราจะเติืบโตขึ้นได้บ้างก็ต่อเมื่อรู้จักที่จะลืมว่าตัวเองเป็นใคร
กระทั่งอย่าไปใส่ใจมัน

วันนั้น…. ฟ้าหลังฝน คนหลั่งน้ำตา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจมดิ่งลงสู่หุบห้วงความทรงจำ
ผมเพียงแต่มองมันในมุมที่กว้างมากกว่าเดิมจากประสบการณ์ที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพัง
ผมรู้ชัดว่าไม่ได้ร้องไห้เพราะสุญเสยสิ่งใด และยิ่งไม่ได้หลั่งน้ำตาเพราะรู้สึกสงสารตัวเอง
ในวูบนั้นผมเพียงเข้าใจว่า อดีตสามารถตกหายได้ …..

และปัจจุบันอาจตกหายด้วยถ้าเราลืมอยู่กับมัน

ธันวาคม 2548

จาก วันที่ถอดหมวก
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

3 thoughts on “อดีตที่หายไป

  1. แมงมุมชอบอ่านผลงานของคุณ แต่อ่านพาลพาอ่อนไหว ไม่ใช่หวั่นไหวนะ
    การร้องไห้บ้างก็ดีนะ ผู้หญิงผู้ชายมีสิทธิร้องไห้เหมือนกันแหละ
    มันเป็นทางพ้นทุกข์อย่างง่าย แล้วก็ทุกข์ทุกข์ต่อไปอีก
    คนเราเกิดมาก็แค่นี้ มันชาชินหรือชาด้านก็ไม่รู้
    มีเวลาจะมาอ่านทุกๆเรื่องของคุณ
    คนพอเริ่มปีนป่ายไปอยู่บนยอดไม้สำเร็จ จะรู้สึกอย่างนี้ทุกคน มั้ง? มั้ย? นะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s