นิ้วชี้มิใช่ดวงจันทร์

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระสาลีบุตรได้นำ ทีฆนขะดาบส
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อแลกเปลี่ยนธรรม ใจความว่า

ทีฆนขะดาบส  ทูลถามพระพุทธองศ์ว่า
“พระสมณโคดมผู้เจริญ คำสอนของท่านเป็นเช่นไร ลัทธิของท่านมีอะไรบ้าง
สำหรับแนวทางของของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิเสธลัทธิและทฤษฎีทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สังกัดความเชื่อใด”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“ท่านสังกัดอยู่กับลัทธิซึ่งไม่เชื่อลัทธิใด ใช่หรือไม่ ท่านเชื่อในอนิสรณวาที
อันเป็นลัทธิแห่งความไม่เชื่อ ใช่หรือไม่”

ทีฆนขะถึงกับผงะเล็กน้อย
“พระสมณะโคดม สิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ มิใช่ประเด็นสำคัญ”

พระพุทธเจ้าทรงดำรัสอย่างอ่อนโยนว่า
“เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเชื่อของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เขาย่อมสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด
เมื่อหลงงมงายในลัทธิ เขามักเชื่อว่าลัทธิของเขาเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และลัทธิอื่นทั้งปวงเป็นของเหลวไหล
การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งทั้งมวลมักเกิดขึ้นจากทัศนะอันคับแคบนี้
ความขัดแย้งจะขยายกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
ทำให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไป และบางคราวถึงกับนำไปสู่สงคราม
การยึดติดในความคิดเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดที่ขัดขวางหนทางแห่งจิตวิญญาณ
การผูกพันธนาการอยู่กับความคิดอันคับแคบ บุคคลย่อมถูกปิดกั้นไว้จนกระทั่งไม่ยอมให้ประตูแห่งสัจจะเปิดเข้ามาได้”

ทีฆนขะถามว่า
“แต่คำสอนของท่านนั้นเป็นอย่างไรเล่า หากใครบางคนดำเนินตามคำสอนของท่านแล้ว
เขาจะถูกจองจำด้วยทัศนะอันคับแคบหรือไม่”

“คำสอนของตถาคตมิใช่คัมภีร์หรือปรัชญา ทั้งมิใช่ผลจากความคิด
หรือการอนุมานเหมือนกับปรัชญาทั้งหลาย
การอนุมานและความคิดที่เกี่ยวกับความจริงก็เป็นเสมือนฝูงมดที่ไต่รอบๆ ขอบชาม
พวกมักไม่ได้เดินไปถึงไหนเลย คำสอนของตถาคตไม่ใช่ปรัชญา
หากเป็นผลจากประสบการณ์โดยตรง ท่านสามารถประจักษ์ในสิ่งเหล่านี้ด้วยประสบการณ์ของท่านเอง
ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน ท่านสามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้เช่นกัน
ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น พัฒนาและดับไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยอื่นทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว
เป้าหมายของตถาคตไม่ได้อยู่ที่การอธิบายจักรวาล แต่อยู่ที่การช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์โดยตรงกับความจริง
ถ้อยคำไม่สารถอธิบายความจริงได้ มีแต่ประสบการณ์โดยตรงเท่านั้นจึงสามารถช่วยให้เราเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสัจจะ”

ทีฆนขะอุทานขึ้นว่า
“มหัศจรรย์หนอ มหัศจรรย์หนอ พระสมณโคดม แต่จะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากบุคคลยังเข้าใจคำสอนของท่านก็เป็นแค่ลัทธิอย่างหนึ่ง”

“ทีฆนขะ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำสอนของตถาคตมิใช่ลัทธิหรือคำภีร์อย่างหนึ่ง
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีบางคนที่หลงเข้าใจผิดเช่นนั้น ตถาคตต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
คำสอนของตถาคตเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการบรรลุความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงนั้นเอง
เช่นเดียวนิ้วชี้ไปดวงจันทร์ย่อมมิใช่ดวงจันทร์เสียเอง
บุคคลที่ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์  บุคคลใดเพียงเพ่งมองที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้
บุคคลนั้นไม่มีทางมองเป็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย คำสอนของตถาคตเป็นมรรคาแห่งการปฏิบัติ มิใช่อะไรไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา
คำสอนของตถาคตเป็นประดุจพ่วงแพใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะแบกแพเทิ่งๆ ไป หลังข้ามไปอีกฝั่งได้แล้ว นั่นคือฝั่งแห่งวิมุตติ”

หน้า 25-28  คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่มที่ 2 (วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่)
ติช นัท ฮันห์ ประพันธ์
รสนา โตสิตระกูล,สันติสุข โสภณสิริ แปล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s