Posts Tagged ‘ พุทธ ’
คนเราเกิดมามีชีวิตกี่เสี้ยวส่วนเป็นของตัวเอง หลายอย่างทำไปเพื่อตอบสนอง ความคาดหวังของผู้อื่น หรือไม่ก็เพื่อประชดต้านข้อเรียกร้องที่สนองไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ มีบ่อยครั้งที่คนชอบคนชังที่เคยคาดหวังหรือหยามหมิ่น ล้วนแยกจากไปหมดแล้ว แต่เรายังคงทำทุดอย่างตามแรงกดดันที่ตกค้าง โดยมิกล้าเปลี่ยนแปลง[ READ MORE ]
หลังจากคิดเรื่องที่จะเขียนมาหลายวัน วันนี้ขออนุญาตขึ้นธรรมาสน์ เทศน์ซัก 1 กัณฑ์ คงเคยได้ยินคำสอนไม่ให้ยึดติด หรืออาจเจอคำว่า ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นมาบ้างแล้ว แต่แล้ว ก้บอกให้ถือศีล 5 ยึดข้อธรรม ภิกษุเองยังต้องถือศีล 227 ข้อ ข้อธรรมที่ต้องคิดใคร่ครวญ รวมถึงปฏิบัติ รวมๆ อีกเป็นร้อยๆ จากพระไตรปิฎก 84000 พระธรรมขันธ์ ครั้งแรกที่ผมคิดเรื่องนี้ก็เรียกว่าสับสนกันไปเลย วันนี้ผมจะมาแยกแยะ ขัดเกลาให้เข้าใจกัน อุปาทาน ภาษาคนผมใช้คำว่า ยึดติดยึดมั่น ซึ่งเป็นเรื่องต้องพยามละ คือไม่ให้ยึดติด จะใช้กับ ขันธ์ 5 โลกธรรม 8 หรือ อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 ในขั้นที่ลึกขึ้น ขันธ์ 5 คือ รูปกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด การรับรู้ โลกธรรม 8 ก็ ลาภ ยศ สรรเสริญ [ READ MORE ]
เราไม่อาจเข้าใจคนอีกคนหนึ่งได้ทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างแน่นอน นั่นสิ แต่บางครั้งใช่หรือไม่ ที่เราสับสน เรามึนงง เราอับจนหนทาง หลายครั้งใช่หรือไม่เราก็รู้สึกขาดความเข้าใจ ว่าตัวเรานั้นทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปได้ยังไง หลายหนเราขาดศรัทธาในตัวเอง อ่อนแอ ท้อแท้ใจ และในหลายครั้งหลายหนนั้น ก็หาใช่ตัวเราเองที่พาออกจากหลุมอารมณ์เหล่านั้น บ้างเป็นหนังสือ บ้างเป็นถ้อยคำ บ้างเป็นประสบการณ์คนไกล บ้างอยู่ในท้องฟ้าและสายน้ำ บ้างมีคนใกล้มาชี้ทางออก ถ้าเช่นนั้น เรายังบอกได้ล่ะหรือ ว่าเราเข้าใจตัวเราเองดีที่สุด ตัวเราอาจเหมือนใกล้ชิดกับตัวเราที่สุด แต่เรากลับไม่ใช่คนที่มองตัวเองมากและบ่อยครั้งที่สุด เรามิอาจปฎิเสธตัวตนคนอื่นในตัวเรา ทั้งมิอาจปฏิเสธตัวเราในตัวคนอื่น ผมเคยสรุปกับตัวเองไว้นานแล้วว่า “เราไม่อาจเข้าใจตัวเอง และความจริงแท้ได้ หากเราไม่รู้จักเผชิญหน้าและแยกแยะเรื่องโกหกออกไป และเรื่องโกหกที่แยกแยะได้ยากยิ่งที่สุดคือการโกหกหลอกลวงตัวเอง ที่แฝงในคราบความจริง” *หมายเหตุ ชื่อเรื่อง น่าจะเอามาจากหนังสือซักเล่มที่เคยอ่าน ขอขอบคุณไว้ด้วยครับ[ READ MORE ]
โอ๋บอกว่า “เกินไปหน่อยไหม ที่เอาเรื่องที่ชอบ แล้วก็พิมพ์ไปตรงๆ” ใช่ครับ สองเรื่องก่อนหน้าผมไม่ได้ หามาจากที่ไหน ใช่พิมพ์เอาตรงๆ พยามวรรคตอนให้สื้อความได้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะประทับใจอย่างยิ่ง ต่อสองเรื่อง ที่จากคนละที่ คนละเล่ม คนละคนแต่ง แต่เหมือนกันตรงที่ ล้วนสร้างประสบการณ์ อันทรงพลังต่อผม อย่างไร ??? ประสบการณ์นั้น เกินกำลังสติปัญญาผมจะถ่ายทอดออกมา ส่วนหนึ่งด้วยเชื่อว่า ถ่ายทอดอย่างไร ก็ไม่อาจเข้าใจจริงๆได้ บอกได้เพียง มันเหมือนสว่างวูบขึ้นมา ร่างกายรับรู้ทุกความรู้สึกตั้งแต่หัวจรดเท้า ขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นด้วยความสุข ปิติ บางประการ แต่เหนืออื่นใด เมื่อคุณพบสิ่งนี้ จะเกิดความเข้าใจบางอย่าง บางอย่างที่จะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล บางครั้งก็รู้สึกว่า ตัวเราเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว บางครั้งรู้สึกว่า ก้าวพ้นกรอบธรรมเนียมอันมืดมนให้สว่างขึ้น บางครั้งก้รู้สึกว่า เข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้นอย่างแท้จริง บ้างรับรู้ถึงความเป็นหนึ่งรวมกับสภาพแวดล้อม ผมหาคำเหมาะๆ ที่ใช้แทนว่า “ประสบการณ์ทางธรรม” เลยใช้ภาษา Eng ว่า Truth Experience ซึ่งก็ต้องขอบคุณ อ.เสกสรรค์ อีกเช่นเคย [ READ MORE ]
วันนั้นจู่ๆ ฝนก็สาดเม็ดลงมาอย่างหนัก ผมอยู่บ้านคนเดียวและเหม่อมองสายฝนจากหน้าต่างๆห้องนอน คล้ายกับสภาพดินฟ้าอากาศ อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกพังทลายทางอารมณ์ และร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น พอฝนหายน้ำตาแห้ง ผมค่อยถามตัวเองว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ผู้ชายอายุใกล้หกสิบอย่างผมพลันหลั่งน้ำตาราวเด็กน้อย แน่นอนมันคงต้องเกี่ยวข้องกับความหลังอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย กระนั้นก็ตาม ความหลังที่ผ่านพ้นใช่ว่าจะเรียกน้ำตาได้เสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของเรื่องราวมองอดีตอย่างไรด้วย คนสิบขวบอาจไม่สนใจจำว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุห้าขวบ ส่วนคนอายุยี่สิบอาจหวนนึกถึงวัยสิบขวบมากกว่าคนอายุสิบห้า คนอายุสี่สิบมองวัยหนุ่มของตนเองแบบหนึ่ง แต่เรื่องราวเดิมๆ ก็อาจถูกมองต่างไปในยี่สิบปปีถัดไป ปีนี้อายุผมย่างห้าสิบเจ็ด ร้องไห้ไม่เป็นมาพักใหญ่ จนแทบจะสรุปว่าตัวเองหากไม่ปลงตกกับชีวิต ก็คงดื้อด้านไม่รู้สึกรู้สากับทุกข์โศกทั้งปวง ทว่า เป็นเช่นใดไม่แจ้ง วันนั้น… วันที่ฝนตกหนักวันแรกๆ ของฤดู ผมพลันตกเป็นเชลยของอารมณ์เศร้าอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว มันเริ่มต้นด้วยการนึกถึงผู้คนที่จากไป… แม่ พ่อ และเพื่อนสนิทจำนวนหนึ่งซึ่งอันที่จริงการย้ายภพของญาติมิตรเหล่านี้ล้วนไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น ความรู้สึกสูญเสียอาลัยอาวรณ์ก็เหือดจากลงไปมากแล้ว แม่ตายตอนผมอายุยี่สิบปลายๆ จำได้ว่าผมฝันถึงแม่แทบทุดคืนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี บ่อยครั้งตื่นกลางดึกด้วยเหตุนี้ บางทีพบตั้วเองน้ำตาริน แต่นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อนานมากแล้ว พ่อจากไปตอนผมอายุใกล้สี่สิบ ถึงจะไม่รวดร้าวเท่ากับตอนสูญเสียแม่ แต่ผมก็เสียน้ำตาและไม่พูดอะไรกับใครไปหลายวัน ปัจจุบันนึกถึงพ่อกลับไม่มีอารมณ์แบบนั้น เพื่อนรักไม่ต่ำกว่าห้าคนจากไปตั้งแต่ผมอายุไม่ถึงห้าสิบ การสูญเสียพวกเขาไม่เพียงทำให้โลกของผมหดเล็กลง หากยังต้องเลิกคิดฝันในบางเรื่องราว เช่นเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ก่อนพลัดพรากกันไม่นานยังบอกว่า เตรียมกระท่อมไว้ให้ผมนั่งเขียนหนังสือในสวนทางภาคเหนือ อีกคนเป็นสหายร่วมศึกที่พึ่งประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ก่อนจากไปเคยสัญญาจะแบ่งกันกินแบ่งกันใช้กับผมจนแก่เฒ่า ยังไม่ต้องเ่อ่ยถึงสหายรักอีกคนหนึ่งเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง หลังประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัลว่าใครจะทำอะไรผม คงต้องข้ามศพเขาไปก่อน… แต่พูดก็พูดเถอะ [ READ MORE ]
Get every new post delivered to your Inbox.