illussion or imagination

1
มีเพื่อนตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงที่แฟชั่น แว่นตาดำอันใหญ่มาแรง
ผู้หญิงที่ใส่แว่นตาอันใหญ่มักจะหน้าตาดีเป็นพิเศษ …. เพราะอะไร?
2
ผมดูรายการทีวีอยุ่รายการนึง เขาจับสาวน้อยร่วมรายการปิดตา
มานั่งเก้าอี้ และทำทีท่าและบรรยากาศว่าจะเอา “บางสิ่ง” ที่น่ากลัว
มาวางไว้ที่ตัว เพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไป
หลายคนตกใจกลัวไปต่างๆ นาๆ คิดว่าเป็นปลิง แมงมุม หนอน
ทั้งที่ความจริงเป็นแค่ตุ๊กตาของเล่น หรือใบผักชี
สิ่งที่เขาเห็นภายใต้ผ้าปิดตาคืออะไร ??
3
เคยตื่นขึ้นมาโดยรู้สึกว่าความฝันที่เกิดขึ้นก่อนตื่นเป็นเรื่องจริงไหมครับ
ช่วงเวลาที่เรายังแยกความฝันในขณะหลับกับความจริงในตอนตื่นออกจากกันไม่ได้
จำความรู้สึกตอนนั้นได้หรือเปล่า และความรู้สึกตอนช่วงแรกที่รู้ตัวล่ะ
จำได้ไหม? ว่ามันเป็นยังไง ?
0
“ไม่มีอะไรสวยงามไปกว่าจินตนาการของชายหนุ่ม(1)”
นั่นเป็นคำเปรยที่เพื่อนผมใช้อธิบายปรากฎการณ์แรกได้เป็นอย่างดี
และถ้าพูดถึงเรื่องที่สองที่สาม มันก็ไม่ต่างกัน จินตนาการของตัวเราเอง
มันจริงซะยิ่งกว่าความเป็นจริงซะอีก แถมยังสมบูรณ์แบบ
เหมือนกับใบหน้าหญิงสาวลับหลังแว่น
แต่ถ้าอธิบายอีกแบบ มันอาจเป็นความจงใจของเรานั่นแหละ ที่อยากพาเราไปพบสาวสวย
ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่อาการฝันที่เป็นจริง
ลวงหลอกให้ลุ่มหลง
จินตนาการให้จูงใจ
รูปประกอบโดย PraE ดูงดงาม ลวงตา น่าลุ่มหลงดีครับ
[ - - ๒๕๕๒......พิษณุโลก - -] 2how.com
QWERTY
คงจะรู้จักคำนี้กันแล้ว เพราะใช้อย่างแพร่หลายในการโฆษณาโทรศัพท์
ความตั้งใจแรก คืออยากจะจิกกัดนักการตลาดที่เอาQWERTY มาเล่นอย่างเดียว
แต่พอไปค้นเรื่อง Keyboard Layout กลับพอเรื่องที่น่าสนใจหลายอย่าง
ตายละวา อึดอัดใจมาก (ระหว่างเขียนไปหาข้อมูลไป)
สับสนครับ คือถ้าจะพูด Keyboard layout มันก็มาจากเครื่องพิมพ์ดีด Typewriter
แต่แล้วมันก็มาจาก ระบบการเรียงพิมพ์ และเริ่มต้นกันที่การเขียนนี่เอง
1
เอาเป็นเริ่มที่ พิมพ์ดีด ยุคที่ให้กำเนิด QWERTY กันดีกว่า
เครื่องพิมพ์ดีเกิดในยุคนักประดิษฐ์ คือช่วง ศตวรรษที่ 18
คือไม่มีใครเป็นคนประดิษฐ์คนแรก แต่ทุกคนก็พยามทำ เพื่อใช้หรือเพื่อขาย
เรียกว่าต่างคนก็ต่างมีรูปแบบของตัวเอง เช่น
แล้วก็มาเป็นแบบมีก้าน เรียกกันว่า Type Bar

Typewriter แบบ Typebar คือก้านตีลงไป
แต่ก็ยังมีหลายค่าย หลายโรงงานผลิต ทำให้ การจัดวางก็ยังต่างกันไป
ที่สำคัญ เครื่องพิมพ์ดีดแบบก้าน ได้รับความนิยมเพราะจัดการกับการพิมพ์ในกระดาษได้ดี
แต่ก็มีปัญหาสำคัญก็คือ Typebars Clash

Typebars Clash
คือสภาพที่ก้านติดกัน ทำให้การพิมพ์ช้าลงไปด้วย
แล้วพระเอกของเราก็มา Christopher Sholes
เป็นผู้พัฒนา QWERTY ซึ่งใช้เวลา 6 ปีเพื่อที่จะลองผิดลองถูกทดสอบ
แล้วก็มาสรุปที่แบบนี้ ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญ
คือ ที่มันดีที่สุดคือ
“to reduce the frequency of typebar clashes”
ใช่แล้วครับ ลดการหยุดการพิมพ์เพราะปัญหาในแง่กลไก
และไม่ได้หมายความว่า มนุษย์จะพิมพ์เร็วที่สุดเมื่อใช้แบบนี้
ซึ่ง Layout แรกเป็นแบบนี้

QWERTY_1878
และก็ยังมีการปรับเปลี่ยนต่อมาบ้าง
ตรงนี้เองที่อยากจะบอกว่า ถึงตอนนี้แล้ว คีย์บอร์ดในปัจจุบันไม่ได้มีปัญหาจากก้านอีกต่อไป
แต่เราก็เคยชินซะแล้วกับแบบนี้ แม้กระทั่งที่โทรศัพท์ที่ใช้นิ้วโป้งกด
มาดู คีย์บอร์ดไทย บางคนอาจไม่รู้ว่า การจัดวางแบบที่เราใช้อยู่เรียกว่า เกดมณี Kadmanee

thaiKADMANEE
คุณเกศมณี เป็นคนคิดขึ้นมา (มั่วอยู่ครับ) คือไม่รู้น่ะครับ
แต่มีอีก layout นึง ของคุณ ปาติโชต ซึ่งเคลมว่าคิดมาแล้วว่าจะทำให้พิมพ์ไทยเร็วที่สุด
(ผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอาจเป็นบนเงื่อนไขคือใช้พิมพ์ดีดอีกรึป่าว)
หน้าตาเป็นดังนี้

thaiPattachote
ซึ่งเราสามารถ add เข้ามาลองฝึกพิมพ์ได้ ในวินโดว์จะมีอยู่แล้ว
ของที่อื่นแปะให้ดูเล่นๆครับ
- Writing_ball_keyboard
- Typebars Clash
- Typewriter แบบ Typebar คือก้านตีลงไป
- QWERTY_1878
- thaiKADMANEE
- thaiPattachote
- ห้าชั้น ซับซ้อนสุดๆ
- Japan
- อราบิค
- รัสเซีย
- เกาหลี
- จีน
Cry and cry
ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
..ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ …
ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
มนุษย์เราร้องไห้ด้วยเหตุผลอะไร
ผิดหวัง เสียใจ โดนรังแก โดนดูถูก โดนเข้าใจผิด
หรือ โอ้อวดตัว ทำให้คนอื่นเสียใจ ไม่อาจเข้าใจ ทำตัวน่ารังเกียจ
ท้อแท้ พ้ายแพ้ สิ้นหวัง ไร้กำลัง อ่อนแอ กลัว ทำร้ายคนอื่น
ร้องให้กับตัวตน ห่วยๆ ร้องให้กับความชังตัวเอง
แต่เมื่อถึงเวลานั้น เรายังไม่รู้เหตุผล แต่เราอยากจะร้องไห้
ร้องไห้ ร้องไห้ Just cry and cry
and Let ’s cry!!
40percent
40% ของเงินที่ใช้จ่ายไปในโลกนี้ เป็นไปเพื่อ Securities
เป็นข้อมูลที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้างอิง ทั้งยังเป็นการจำได้ว่าได้ยินในทีวี
อาจเป็นรายการสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนความเห็น อาจจะมาจากแขกรับเชิญสักคน
แต่พูดในบริบทว่า หลังจาก World Trade Center (911) ตัวเลขนี้ก็มาปรากฎ
คือเป็นความทรงจำอันเลือนลางของ 8 ปี ที่ผ่านไป จึงเรียกได้ว่าไม่น่าเชื่อถืออะไรเลยก็ว่าได้
แต่ก็เป็น 8 ปีที่ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ เอาน่าครับลองมองไปรอบๆ ตัว
แล้วจิตนาการตามผมนะ ผมว่าข้อมูลนี้ก็อาจเป็นไปได้นะ
ก่อนคิดตาม มาทำความเข้าใจคำว่า Securities ก่อน
Securities แปลว่าความปลอดภัย แต่เป็นภัยอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์
ซึ่งต่างจาก Safety คือปลอดภัยจากอุบัติเหตุ
มาเริ่มคิดบ้างว่า อะไรบ้างที่ต้องจ่ายไปเพื่อป้องกันภัยจากน้ำมือมนุษย์
ใกล้ตัว ที่บ้าน กลอน กุญแจ ประตู เหล็กดัด ที่รถ กุญแจ รีโมท
เอ๊ะ ก็ไม่น่าถึง 40% นะ
ของกินใช้ เราซื้อของ แต่ห้างร้านที่เราซื้อต้องจ่ายค่าป้องกันนะ กล้องวงจรปิด ยาม เซฟเก็บเงิน
ในราคาของที่เราซื้อ ก็ยังมีต้นทุนค่ายามของโรงงาน
ค่าระบบความปลอดภัยต่างทางการเงิน ทางข้อมูล ทางขนส่ง
ธนาคารที่เราใช้ล่ะครับ จะลงทุนค่าความปลอดภัยทางการเงิน ทั้งทางกายภาพ
ทาง Electronics และที่สำคัญ ทางการทุจริตในองกรณ์เอง
ช่วงทาง Cyber ต่างๆ ก็ยังมี Password SSL
เริ่มน่าจะเยอะแล้วนะ มามองใหญ่ขึ้นเป็นประเทศบ้าง
งบประมาณตำรวจ ทหาร การรักษาความปลอดภัยชั้นต่างๆ ของระดับนำ
งานการข่าว ราชการลับ ให้เห็นชัดๆ F18 1 ลำเป็นพันล้าน + นักบิน(เงินเดือนและค่าฝึก)
เป็นเรื่องของความปลอดภัยล้วนๆ ไม่ได้ป้องกันจาก แผ่นดินไหว หรือรถชนได้แน่
และทุกกระทรวงกรมกอง ก็ต้องมีงานความปลอดภัยส่วนตัว และแน่นอน การป้องกันทุจริต
องค์กร อย่าง กกต. ปปช. ปปท. ศาล ล้วนเป็นไปทั้งป้องกัน และป้องปรามทั้งสิ้น
แล้วอย่าง สงคราม ก่อการร้ายล่ะ
แล้วประเทศที่เต็มไปด้วยศัตรูอย่าง สหรัฐฯ ใช้เงินมากกว่าเราอีกมากกกก
…..
น่าเชื่อขึ้นมายังครับ 40%
ซึ่งมันอาจหมายถึง ส่วนลดการดำเนินชีวิต 40% กินข้าว บ้าน เสื้อผ้า
หรืออาจหมายถึง ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 40%
ครับ มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันยังเป็นของจำเป็นอยู่
เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนมุนษย์ทั้งหมดได้
….
นั่นสิครับ มันทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า
มันอาจไม่ใช่แค่ 40% ของเงินหรอก
มันเริ่มตั้งแต่
โดยเฉลี่ยแล้ว มุนษย์ใช้เวลา และกำลังความคิดนึกของตัวเอง
ไปสำหรับการหวาดระแวงคนอื่น ร้อยละ 40
หรือพูดอีกแบบ 40% ของชีวิตเสียไปเพราะความระแวง
ราตรีสวัสดิ์
We are told to remember the idea, not the man,
because a man can fail. He can be caught,
he can be killed and forgotten,
เราถูกสอนให้จดจำแนวคิด ไม่ใช่คน
เพราะคนล้มเหลวได้ คนถูกจับได้
คนถูกฆ่าและถูกลืมได้
but 400 years later, an idea can still change the world.
I’ve witnessed first hand the power of ideas,
I’ve seen people kill in the name of them, and die defending them…
แต่ 400 ปีต่อมา แนวคิดยังสามารถมาเปลี่ยนโลกได้
ฉันได้เป็นประจักษ์พยานด้วยตัวเองถึงพลังแห่งแนวคิด
ได้เห็นผู้คนถูกฆ่าในนามมัน และตายเพื่อปกป้องมันbut you cannot kiss an idea,
cannot touch it, or hold it…
ideas do not bleed, they do not feel pain,
they do not love…
And it is not an idea that I miss, it is a man…
A man that made me remember the fifth of November…
a man that I will never forget.
แต่เราจูบแนวคิดไม่ได้
ไม่สามารถสัมผัสมันได้ หรือกอดมันได้
แนวคิดไม่มีเลือดเนื้อ ไม่มีความเจ็บปวด
ไม่มีความรัก…
และไม่ใช่แนวคิดที่ฉันคิดถึง ฉันคิดถึงคน
คนที่ทำให้ฉันจำวันที่ 5 พฤศจิกายน
คนที่ฉันจะไม่มีวันลืม …
ผมขอเอาวรรคทองของหนังที่ผมเคยเขียนไปแล้วอีกครั้ง ( it is not an idea that I miss)
ในหัวผมตอนนี้ค่อนข้างสับสน กับเรื่องราวเท่าที่รู้จัก วนรอบคำว่า
สงคราม และแน่นอน สันติภาพ
ผมรู้แต่ว่า เช่นเดียวกับความคิด ด้ามขวานไม่มีเลือดเนื้อ ไม่รู้สึกเจ็บ และไม่มีรัก
แต่เหล่าผู้คนผู้ปกป้องมัน และสละชีพเพื่อมันมี









