Design Earth
หายไปหลายวัน ความจริงมีเรื่องวนเวียนอยู่ในหัวเยอะ
แต่แงะไม่ออก จับต้นชนปลายไม่ถูก ร้อยเรียงเรื่องราวไม่ได้
ไม่เพียงพอต่อการมาเขียน แต่วันนี้ อดรนทนไม่ไหวแล้ว
เนื่องจากสัปดาห์ก่อน ผมอ่าน D+C หรือ Design + Culture
ของคุณ ประชา สุวีรานนท์ ที่ดองได้ที่ ประมาณ 1 ปีถึงได้เริ่มอ่าน
ต้องขอคารวะเลย ทำให้คนติ้นเขิน ด้าน Design ของผม มองเห็นอะไรมากขึ้น
(แต่ยังคงตื้นเขินเหมือนเิดิม)
ถึงแม้จะเน้นไปที่งาน graphic design แต่ก็ สร้างแรงบันดาลใจเป็นอย่างยิ่ง
IDENTITY STYLE ICON ล้วนเป็นคำสำคัญ ที่บ่งบอกตัวตนและแสดงออกถึงวัฒนธรรม
หรือใช้แสดงเนื้อหา INFORMATION OBJECT
5 หัวข้อนี้ คือหมวดหมู่ของบทความที่เอามาจัดลงหนังสือไว้
ICON หรือ สัญลักษณ์ มีหัวข้อหนึ่ง คือ Earthrise

Earthrise
เชื่อว่า ใครหลายคน หรือทุกคนเคยเห็นรูปนี้ หรือ รู้โลกจากนอกโลก(บรรยากาศโลก) มาแล้ว
แต่ลองนึกย้อนกลับไป ปี 1968 (2511) มนุษย์ รับรู้ว่าโลกกลม เพราะ กาลิเลโอ บอกไว้
แต่ไม่เคยรู้(แม้กระทั่งใส่ใจ)ว่าโลกสีอะไร นี่จึงเป็นรูปอันลือลั่น ขึ้นปกหนังสือทุกเล่ม
อยู่ในฉากหลังรายการดังๆ เกือบทุกรายการ เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เห็นโลกผ่านมุมมองนี้
หรือที่เรียกว่า GOD EYE VIEW
เพื่อเสริมอรรธรส ผมขอเล่าบรรยากาศ และเหตุการณ์ สำคัญๆ ประกอบไว้ให้เข้าใจ
1968 เป็นช่วงสงครามเย็น USA vs USSR ที่มีสนามรบอยู่หลายแห่ง
โครงการ Apollo เป็นหนึ่งในโครงการการเมืองที่รุก แข่งกันยึด อวกาศ
ครับจริงๆ เขาคิดว่าจะยึดอวกาศ เพราะทาง USSR ส่งหมา และลิงขึ้นอวกาศได้ก่อน
ปีที่ 11 ของสงครามเวียดนาม และยังรบต่อไปอีก 7 ปี เริ่มมีแรงต้านจากหลายกลุ่ม
โดยเฉพาะ HIPPIE love&peace sex&drug ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านต่อกระแสการพัฒนาอยู่หน่อยๆ
ทั้งสองกระแส เป็นตัวแทนของกลุ่มความคิดสองด้าน คือ
กระแสหลัก ได้แก่ ขบวนรถไฟด่วน สายพัฒนา อุตสาหกรรม ผลิต บริโภค
หมายมั่นปั้นมือ จะขนทรัพยากรจากดวงจันทร์ มาใช้ในโลก
นอกกระแส ได้แก่ พวกต่อต้านกระแสหลัก (พวกไม่สนใจไม่นับนะ)
เกิดอะไรขึ้น เมื่อ เห็น Earthrise ขอเน้นว่าเป็นแค่สมมติฐานนะ
NASA อธิบายถึง the new frontier ซึ่งเป็นคำที่ใช้ตอนบุกเบิกอเมริกา
แต่นักอนุรักษ์ มองเห็นโลกเป็นดาวดวงเล็กๆ ที่อ่อนแอและโดดเดี่ยว
และเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม
รูปนี้ได้รับว่าเป็น 100 Photographs that Changed the World
เป็น Icon ของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติ และ 1970 ก็เกิด Earthday
มีนิตยสาร The Whole Earth Catalog เกิดขึ้น โดยใช้รูป Earthrise
เป็นหน้าปกประจำทุกเล่มตลอด 20 ปี โดยเนื้อหาอยู่บนความเชื่อว่า มนุษย์สามารถ
ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สังคมที่เป็นธรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เพราะโลกเป็นบ้านหลังเล็กหลังเดียวที่เรามีอยู่ นั่นคือมีความรู้ให้ทุกคนเข้าถึง
และดูแลตัวเองด้วยเครื่องมือ แนว DIY ปั้นบ้านดิน ถ้าเทียบกับตอนนี้ก็คงไม่แปลกอะไร
แต่นี่คือต้นธาร ของ DIY ที่มีเป้าหมายรับใช้ผู้คน ด้วยเครื่องมือ และความรู้ดีๆ
สตีฟ จ๊อบ พูดในปาฐกถา อันลือลั่น Stay hungry Stay Foolish ถึงว่า
The Whole Earth Catalog เป็น ไบเบิล ของคนรุ่นเขา และ Google ในรูปสิ่งพิมพ์
แม้กระทั่งตอนนี้ คุณลองไปสัมผัสการมองรูปโลกทั้งใบนี้อีกซักครั้ง อย่างตั้งใจ
ผมก็ยังเชื่อว่ายังคือมีอิทธิพลอยู่ ถึงแม้จะไม่เหมือนกันก็ตาม
ไม่มีใครรู้ว่าในภารกิจการสำรวจสิ่งไกลโพ้นเช่นดวงจันทร์ สิ่งที่
นักบินอพอลโลพบเห็น และเรียกได้อย่างแท้จริงว่ามีคุณค่า
คือหน้าตาของโลกเรา
หลังจากที่มนุษย์เดินทางไปไกลแสนไกลเพื่อขุดค้นหา ความรู้และโภคทรัพย์
สมบัติที่เขาได้รับคือการพันกลับมาและมองเห็นตัวเอง
ท้ายบทเรื่อง Earthrise โลกทั้งใบ(ไม่ใช่)ของนายคนเดียว
ชมภาพเคลื่อนไหว
See that Sky!!
วันนี้คุณเงยหน้ามองท้องฟ้าบ้างไหม
แล้วคุณสังเกตเห็นเหมือนผมรึเปล่า

ท้องฟ้ากรุงเทพ
ผมชอบมองท้องฟ้าบ่อยๆ
หลายครั้งจะตามหาพื้นที่โล่ง สูง เพื่อให้เห็นท้องฟ้ากว้างขึ้น
เต็มตามากขึ้น แล้วที่จะบอกก็คือ
ผมคิดว่าช่วงนี้ท้องฟ้าสวยเป็นพิเศษ
ทำให้ช่วงนี้ผมเลยชอบถ่ายรูปท้องฟ้าเป็นพิเศษด้วย
เลยเอามาฝากกัน

ดอนหอยหลอด
ผมว่าสาเหตุที่ท้องฟ้าช่วงนี้สวย
เพราะเราได้เห็นลีลาของเมฆ
ปลายพู่กันของลม
ฝีแปรงของแดด ผสมกลมกลืนกัน

ไม้ทะเล
พรุ่งนี้ลองเงยหน้ามองท้องฟ้าดูนะครับ

ผ้าห่มปรก
ทุกรูปผมถ่ายเองนะ ถ้าจำไม่ผิด
พื้นที่ของผู้คน
แพร่งภูธร สถานที่ที่กาลเวลาเหมือนหยุดนิ่ง แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มา
แต่ก็แทบไม่มีความทรงจำของครั้งก่อนหลงเหลือเลย
วันนี้ร้านรวงเงียบเชียบ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่ท่องเที่ยวปิดในบ่ายวันอาทิตย์
แต่ถ้าย้อนนึกให้ดี แพร่งภูธรเป็นเพียงย่านร้านค้าดั้งเดิม
ไม่ได้อยากเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแบบฉบับทางการ
แต่ก็เพราะสิ่งนี้ ทำให้มันเป็นเสน่ห์ ในนี้ ไม่มีสตาร์บัก
ไม่มีแมกคาเฟ่ ไม่มีแม้แต่เพื่อบ้านที่ดีอย่างเจ็ดสิบเอ็ด
แต่เมื่อมองผ่านไปในบ้าน ก็เจอ LCD จอใหญ่ทุกบ้าน
สยามแสควร์ ที่ที่เวลาเคลื่อนตัวเร็ว ผู้คนขวักไขว่
แต่งตัวหลากหลายสไตล์ มีให้เลือกมองเลือกดูมากมาย
ท่ามกลางสิ่งเรานั้น ผมต้องหยุดยืน เพื่อเสพการแสดงดนตรีไทยข้างถนน
ชายคนหนึ่งกำลังโซโล ซอด้วง ด้วยท่าทางไม่งามนัก(ท่ายืน ปกติ ซอต้องนั่งเล่น)
ในชุดสุดแสนธรรมดา ราวกับเครื่องแบบ
เสียงซอดังหวาน ละมุน พริ้วไหว ต่อเนื่อง สร้างความไหลลื่น ราวกับได้สัมผัสธารน้ำไหล
เป็นความดึงดูดใจอย่างประหลาด ต้องแต่เกิดมา
นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมเข้าใจความไพเราะของเครื่องดนตรีชนิดนี้
มีแต่รูปแบบแต่ขาดเนื้อหา-มีแต่ Hard skill แต่ Soft skill ตีบตัน
ถึงสมไซ สมตี๋
ขอบคุณสมไซมากช่วงนี้ผมมัวหมกหมุ้นกับงานมากไป ไม่ได้คิดนึกอะไรเท่าไร
จึงเป็นการดีมากที่ได้รับจดหมายฉบับนี้
เคยรู้สึกนานแล้วว่าคนส่วนใหญ่ติดในรูปแบบ(Form) มากกว่าเนื้อหาที่เป็นแก่นแกน
ให้สังเกตว่า ถ้าใช้คำว่า “ฉันต้องเป็น..” “ร้านนี้ต้องเป็น…” “พวกเราคือ… เพราะฉะนั้นเราต้อง…”
ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้ามีแต่ Form ข้างในก็จะกลวง เอาให้เป็นรูปธรรม
ซักสี่ ห้าปีก่อน ยุคที่ fat radio กำลังเติบโตพร้อมกับกระแสเด็กแนว เด็กอินดี้
ซึ่งนิยามคือ มีแนวทางเป็นของตัวเอง พยามสร้างความแตกต่าง มีไอคอนคือ ปราบดา หยุ่น
ป๊อด โมเดิร์นด๊อก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีแนวทางเป็นของตัวเอง แต่เสือกเหมือนๆ กัน
แต่งตัวแตกต่าง(พยามแปลกแต่ก็ยังออกมา)เหมือนกัน พูด(คำคมๆ เหมือนมีความคิด)เหมือนๆกัน
ครับผมยอมรับคนเราจะคิด แต่ง เชื่อ เหมือนกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า
“เป็น” สิ่งนั้นจริงๆ “เชื่อ” อย่างที่แสดงจริงๆ “เข้าใจ” สิ่งที่เป็นจริงๆ
คือเป็นธรรมชาติ อย่าง เรากินเมื่อ(เพราะ)เราหิว เราถามเมื่อเราสงสัย
ยิ้มเมื่อมีความสุข แสวงหาเมื่อต้องการคำตอบ
ในชีวิตทำงาน ผมกลับเจออีกอย่าง คนส่วนใหญ่มี Hard skill อยู่มาก แต่ Soft skill คับแคบ
ซึ่งผมเอาศัพท์ของชาวบ้าน มานิยาม เพื่ออธิบาย
Hard skill - ความสามารถในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้น เช่น รีทัชรูปเป็น ถ่ายรูปเป็น ตัดต่อเป็น ทำหนังเป็น สร้างความดังเป็น
Soft skill - ความสามารถในรู้ เข้าใจ ตระหนักถึง เป้าหมายในการทำ หรือพูดง่ายๆ คือ จะทำไปทำไม(วะ)
เพราะว่า แต่งรูปเป็น ถ่ายรูปเป็น แล้วไงล่ะ หนังได้รับรางวัล แล้วไงเหรอ อยากดังไปทำไมวะ ต่อคำถามเหล่านี้
ผมรู้นะว่ามันไม่ใช่ไม่มีคำตอบ เพียงแต่มันคับแคบ ตีบตัน วนอยู่กับการรับใช้อัตตาแบบดิบๆ
เหมือนเรื่องที่ สมไซตั้งประเด็นขึ้นมานั่นแหละ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า คนรับสื่อเอง ก็รับสื่อแบบตีบตัน
คือ เสพสม สร้างความบันเทิงทางอารมณ์รายวัน หาใช่เสพสร้าง แรงดลใจ แรงดลบันดาลใจ
เพื่อเพิ่มขยาย Soft skill ให้เปิดกว้างด้วยเช่นกัน
มันจะมั่วกันไปถึงไหนกันจ๊ะ จดหมายจากสมไซ
สวัสดี สมตี๋ แล สมทัศน์
ห่างหายจากการเขียนจม. ครั้งก่อนนานถึงราวเกือบสอง
เมื่อราวสัก 2 อาทิตย์ก่อนได้ไปงานแต่งสุบร ร มูลสารมา ได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอมานานนับปี
ได้เจอกับ พิสุทธิ์ ผิวผัน ด้วย เจอกันครั้งนี้ สนทนากันได้เรื่องราวมากกว่าครั้งที่เจอที่งานแต่งคุณต๋อมมากนัก
ล่าสุด เจอกับสุบรรเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว สุบรรบอกว่า มีเพื่อนเราคนนึงเขียนจม. ส่ง EMS มาถึง ความยาวสองหน้ากระดาษ A4 เพื่อแสดงความเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงาน
ใจความตอนหนึ่งว่า
“เพื่อนต้องเข้าใจเรา เมีย ไม่ใช่แม่ กับแม่ มึงยังงอนได้บ้าง แต่กับเมียกู กูไม่มีสิทธิ์”
ได้แต่ปลงใจ ไม่รู้ว่าจะสงสารมันดีหรือไม่
มา เข้าเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ดีกว่า
เมื่อสักอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ยินข่าวว่า มีนักเรียนไทย ได้รางวัล Best student film จาก เทศกาลหนังเมืองคานส์
ก็ให้เกิดความรู้สึกยินดียิ่งนัก
หากแต่ความรู้สึกนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก หลังจากที่ได้ค้นพบในภายหลังว่า มันเป็นมหกรรมการ……ระดับชาิติครั้งหนึ่ง (เติมคำเอาตามใจชอบ)
รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้ใน
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7907656/A7907656.html
สรุปคือ ยายคนนี้ ส่งหนังเข้าประกวดในส่วนของตลาดนัดหนังซึ่ง ถ้าคุณเสียเงิน 95 Euro ก็เอาหนังเข้าได้
แล้วบอกว่า สำหรับตัวเองนี่คือ official selection
มีฝรั่งที่ไหนสักคน ได้ดูหนังแล้ว ส่ง email มาบอกว่านี่เป็น best student film
ให้สัมพลาด ว่านี่ได้รางวัล best student film จาก คานส์
ประกอบกับช่วงนี้ มีเหตุการณ์ที่ออกมาในทำนองนี้ค่อนข้างต่อเนื่องกัน
ไม่ว่าจะเป็น สาระแนห้าวเป้ง (อำแล้วโกรธกัน ที่จริงโกรธกันรึเปล่าไม่รู้), ผู้หญิงร้ายผู้ชายรัก (กาละแม มาแปลนิดหน่อย ขึ้นชื่อคนแปลว่าเป็น กาละแม) ทำให้เกิดความรู้สึกว่า
เออ เราเข้าใจนะ ว่าอยากขายของกัน แต่ช่วยทำอะไรให้ตรงไปตรงมากว่านี้ได้ไหม
การถูกหลอก น่ะ มันทำให้คนเสียความรู้สึกได้มากขนาดไหน โตๆ กันแล้ว ก็น่าจะรู้ๆ กันอยู่ (หรือว่าเขาไม่รู้จริงๆ ฟะ)
ที่เล่ามาก็อยากจะแค่ระบายเฉยๆ เห็นว่าไม่ค่อยมี content ให้อ่านกัน ก็เอวังด้วยประการฉะนี้เลยละกัน
