Unofficial Grandma
นับเวลาจนถึงตอนนี้ ก็ร่วม 15 ปียายผ่องเป็นคุณยายอารมณ์ดี ชอบเล่นมุขกับหลานๆ
เป็นคนสอนเพื่อผมในการทำอาหาร ซึ่งเพื่อนผมคนนี้ทำอาหารเก่งมาก คืออร่อย
หลากหลาย ทำเก่งตั้งแต่รู้จัก แล้วก็ร่ำเรียนมาตลอด
เคยมีคนมาชวนไปเป็นพ่อครัวที่อังกฤษมาแล้ว
เพราะงั้นแล้วถึงแม้ผมไม่เคยกินข้าวฝีมือยายผ่อง
แต่ก็คิดว่าดีกรีไม่ธรรมดา
บางกรวย คือเขตที่บ้านเพื่อนผมคนนี้อยู่
เป็นเขตชุมชนเก่า เมื่อก่อนคือสวนนนทบุรี
ตอนนี้ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เข้าไปตามเส้นทางแคบๆ
แต่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม เรียกว่าป้ายบอกทางไปวัดซัก 80%
ความสนิทที่มีต่อเพื่อนบ้านอย่างที่ผมไม่รู้จัก
เดินผ่านบ้านกัน ไปทำบุญที่วัดเดียวกัน
บทสนธนาที่แสดงความสนิทกัน มันไม่ผิวเผินแบบที่ผมเคยเห็น
มีช่วงหนึ่งเลยแหละ ที่พวกเพื่อนไปรวมตัวกันที่บ้านนี้
บางครั้งผมก็ไปทำบุญที่วัดด้วย ในวันพระใหญ่
เพราะผมรู้สึกถึงความอบอุ่นชนิดนึง
และก็เป็นช่วงที่ได้เจอยายผ่องบ่อยๆด้วย
มาวันนึงผมไปบ้านเพื่อนเหมือนเคย
แต่ยายผ่องไม่อยู่บ้าน ผมจึงถามเพื่อนผม – ยายผ่องไม่อยู่เหรอ ไปไหนล่ะ
เพื่อน – ใช่ วันนี้แกกลับบ้านไปอยู่กับลูกหลานแก
(เฮ้ย แล้วมึงไม่ใช่หลานแกเหรอ ผมคิดในใจ ยังไม่กล้าเอ่ยออกมา)
ผม – เอ่ออออออออ ยังไงวะ แกไปอยู่กับลูกหลาน ?
เพื่อน – อ้าวววว แกก็มีลูกหลานของแก ก็ต้องกลับไปอยู่บ้างซิ ถามแปลกๆ
(นั่นแหละที่แปลก ก็มึงเป็นหลานแกไม่ใช่เหรอ)
ผม – เอ่อ.. คือ.. เอ่อ ก็ไม่เข้าใจ ตกลง มึงเป็นไรกับยายวะ ไม่ใช่หลานเหรอ
เพื่อน – อ๋ออออ คือพ่อแม่เรา(เพื่อน) รู้จักยายผ่อง แล้วก็สนิทกันมาก
เลยชวนมาอยู่ที่บ้าน บางทีแกก็จะกลับไปหาลูกหลานแกบ้าง
ผมหายสงสัย ที่ไหนกันฟระ ยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก เรื่องอย่างงี้มันมีด้วยเหรอ
ไปสู่ขอมาเป็นยายประจำบ้าน
และนี่ก็เป็นเรื่องหลังจากที่ผมรู้จักเพื่อนคนนี้มาแล้ว 5-6 ปี ไปบ้านมันมากว่าสิบครั้ง
.
.
.
เสียงมโหรีย์ปี่พาทย์ ดังกึกก้องทั่วทั้งศาลา เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้ฟังแบบสด
คนในวงส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยมหัวเกรียน ระนาดเอกกำลังเพลิน เปิงมางลีลาเมามัน
กับเสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ทั้ง ฆ้องวง ปี่มอญ กลอง ฉิ่ง สอดประสาน
กลายเป็นทวงทำนองสนุกสนาน ถึงผมจะไม่รู้จักเพลงนี้ แต่ก็พึงพอใจเลย
หลังจากวงปี่พาทย์เงียบเสียง หลวงพี่ขั้นธรรมาศน์ เทศนาถึงเรื่องที่พระเคยคุยกับยายผ่อง
เพราะความคุ้นเคยที่มีให้กัน ผมแปลกใจระคนชื่นมื่นกับบรรยากาศแบบนี้
สำหรับผม ยายผ่องเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมอันดีงามของไทย”
ที่ไม่ใช่เครื่องจักรสาน ไม่ใช่ผ้าทอมือ ผ้าไหมมัดหมี่ รำไทย ลิเก ลำตัด
หรือแม้แต่ มารยาทไทยต่างๆ เพราะมันมีตัวตนกว่า มันมีคุณค่ากว่า
ความดีงาม ไม่ใช่เรื่องของรูปแบบ เป็นเรื่องของความเชื่อมโยงกัน
สายสัมพันธ์ที่มีอยู่จริง มันได้สร้างความอบอุ่นชนิดหนึ่งขึ้นมา
และก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับที่เรียกว่า “รากเหง้า”
ที่มักขาดไปในสังคมแบบเมืองๆ อย่างน้อยก็ที่ผมนี่แหละ
ขอบคุณที่ได้ให้ความอบรม
ดีใจที่ได้พบ
แด่ ยายผ่องศรี
มีความสุขกับการเข้าใจตัวเอง
“ผมเป็นพวกมีความสุขกับการได้เข้าใจตัวเอง”
ของพี่เม่น รุ่นพี่ที่ผมนับถือ
แน่นอน ประโยคนี้จับใจเพราะผมก็คิดว่าตัวเองเป็นคนเช่นนี้คือ
“มีความสุขที่ได้รู้สึกว่าเข้าใจตัวเองมากขึ้น”
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในช่วงแห่งการแสวงหา
มันเริ่มต้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว พร้อมๆกับชีวิตประจำวันที่แตกต่างไปจากเดิม
เป้าหมายที่ไม่เหมือนเดิม คือก่อนเข้ามหาลัยอาจมีเป้าหมายที่ชัดเจนง่ายๆว่า
เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็เริ่มสงสัยว่า “แล้วไงต่อ”
นั่นสิแล้วไงต่อ เมื่อปริญญาเริ่มไม่ใช่จุดหมาย ผมเริ่มอ่านหนังสือมั่วซั่ว
แสปะสปะ ตามแต่ที่ความสนใจจะพาไป เริ่มพูดคุยกับเพื่อนเพื่อหาประสบการณ์ที่ต่างออกไป
เข้าออกสถานปฏิบัติธรรมมาก็หลายที่ เที่ยวเดินทางอยู่บ้าง
และชอบมากที่จะได้คุยกับคนที่มีชีวิต มุมมองแตกต่างจากเรามากๆ
บางครั้งซื้อกล้วยแขก ก็ถามคนขายว่่า กล้วยพันธุ์อะไร ได้กำไรไหม หลายทีเขาก็เล่าชีวิตเขาให้เราฟัง
และแล้ววันนึงผมก็เข้าใจว่า มันรู้สึกดีที่ได้เข้าใจคนอื่น สะท้อนกลับมาสู่เข้าใจตัวเอง
เราเข้าใจตัวเองได้ผ่านความเข้าใจคนอื่น เราเข้าใจตัวเองได้ผ่านความเข้าใจโลก
เพราะเมื่อเราเริ่มตั้งใจที่จะเข้าใจ เราจะเห็นตัวเราในอีกคน เห็นตัวเราในเหตุการณ์
เห็นสิ่งที่เราคิด ที่รู้สึกกับเรื่องราวต่างๆ มันอธิบายตัวเรา บอกว่าอะไรจริง อะไรเท็จได้
แล้วมันก็กลายมาเป็นความสุข ความสุขที่จะจัดการกับความคาดหวังอันหลอกลวงของตัวเอง
ความสุขจากการรู้เท่าทันตัวเอง ความสุขจากอิสรภาพที่เกิดจากการหลุดพันธนาการที่เรียกว่า อุปาทาน
เด็กๆผมเคยร้องไห้เมื่อโดนแย่งขนม เคยดีใจที่ได้รถบังคับ โตมาเคยเสียใจที่โดนปฏิเสธรัก
พ่ายแพ้เมื่อล้มเหลว พองโตเมื่อได้รับรางวัล แต่แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ผ่านไป มันผ่านไปอย่างไร
สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญมากมายเหลือเกิน แล้วมันก็ผ่านไป แล้วเราก็ผ่านมา
Speaking word of wisdom, let it be
Whisper word of wisdom, let it be
ให้รักฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
จะได้ฟังเฉพาะตอนกลับบ้านดึกเท่านั้น
ชื่อเล่นรายการว่า มาโนชมิดไนท์
สาเหตุที่ชื่อนี้ ก็ตรงตัวคือ มาโนช จัดตอนมิดไนท์(แต่ไม่ได้ขายไก่ตอนนะ)
เป็นรายการ Talk & Music ที่สัดส่วนพอๆ กัน
เพลงก็จะเปิดเพลงสากล เพราะๆ พร้อมกับได้ฟังเรื่องราวของเพลงนั้นเป็น gimmick
หัวข้อที่ผู้จัดพูด ก็ตามแต่ผู้จัดจะนึกคิด ตั้งข้อสังเกตอะไรขึ้นมาคุย
วันก่อน ผมได้มีโอกาสฟังและเปิดเพลง แล้วก็แปลให้ฟัง
เนื้อหาน่าสนใจ จนต้องหยิบมาเขียนเอาไว้
ชื่อว่า Love on the Air
To put my love on the air.
No one will hurt me again
No one will cause me to lie
No one will control me by pain
No one will cause me to cry
เมื่อให้ความรักฟุ้งกระจายไปในอากาศ
ไม่มีใครจะทำให้เราเจ็บอีกได้
ไม่มีใครเป็นเหตุให้เราต้องโกหก
ไม่มีใครควบคุมเราด้วยความเจ็บปวด
ไม่มีใครเป็นเหตุให้ต้องร้องไห้
No one will ever manipulate
Make me promise to do or die
No one can make me hesitate
ไม่มีใครจะสั่งการเราได้
ทำให้ต้องสัญญาว่าจะอยู่หรือตาย
ไม่มีใครทำให้เราต้องสับสนได้อีก
ความจริงเนื้อเพลงมันยาวกว่านี้ แต่ตัดมาเฉพาะท่อนที่ชอบๆ
และแปลได้เข้าใจหน่อย
Artist: David Gilmour
Song: Love On The Air
Album: About Face 1984
