กระเพราไก่+ไข่ดาว
เมื่อสักสามสี่ปีก่อน เคยเห็นรายการนึงทำสำรวจ
ก็ได้ผลตอกย้ำเรื่องนี้เป็นอย่างดีด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 80
แต่ก็เกิดไข้หวัดนกระบาดในไทย
เกิดอาการ panic กันทั้งบ้านทั้งเมืองกระเพราไก่ เมนูสุดเลิฟ(ตอนสิ้นคิด)ของผม
ถึงกับต้องสะดุด
งั้นเปลี่ยนเป็นหมูสับแทนแล้วกัน
ผมยังสังเกตเห็นว่าในช่วง 3 ปีนี้ที่สังคมไทยหลุดจากการครอบงำจากกระเพราไก่อย่างจำใจมาได้
ผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้น (หรือว่าเป็นที่ข้าพเจ้าคนเดียวหว่า)
อาจเพราะเริ่มคิดได้ว่า ร้านตามสั่งก็ขายอย่างอื่นนะ
หรือว่าเป็นเพราะ ไหนๆก็ใช้เมนูสิ้นคิดไม่ได้แล้ว ขอลองอย่างอื่นไกลออกไปเลยแล้วกัน
ตัวผมเอง ก็มีทั้ง เนื้อผัดพริกแกง หมูพริกเผา ข้าวผัดหมูกรอบ+ไข่ดาว
เป็นที่สนุกสนาน
และแล้ววันนี้เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
หวัดหมูระบาด
เอาเป็นว่าไม่ต้องตกกะใจไป
แต่ทำให้เมื่อเย็นนี้สั่งกระเพราไก่ไข่ดาวน่ะครับ
เนื้อไก่สีขาวที่โดนสับปนมากับหนังไก่ที่โดนความร้อนมาพร้อมกับพริกหยวก ถั่วฝักยาว และ ใบกระเพรา
ราดบนข้าวสวยนิ่มอร่อย โปะด้วยไข่ดาวเนื้อกรอบ
แต่ไข่แดงยังเยิ้มอยู่
แค่คิดถึง
ความทรงจำสีจาง
แม่ผมเอามาให้ดูหลังจากไปค้นเจอจากไหนไม่รู้
หลายรูปผมแทบไม่มีความทรงจำ
อะไรหลงเหลือกับรูปเหล่านี้เลย
แต่ว่ารูปเด็กสามคนกอดกันใน
รูปทำให้ผลร้องไห้แม้เป็นการร้องไห้อยู่ในใจ
ผมก็รู้สึกได้ว่ามันหลั่งออกมา
เมื่อไรกันนะ ที่สามพี่น้องเริ่มไม่ค่อยพอใจกัน
เมื่อไรกันนะ ที่เราเริ่มคุยกันน้อยลงเมื่อไรกันนะ ที่เราเริ่มลืมความสุขของการอยู่ร่วมกัน
ความสุขวัยเยาว์ สีหน้าเราทั้งครอบครัว
บ่งบอกถึงความสุขของการไปเที่ยวด้วยกัน
นานแล้วที่มันไม่เป็นเหมือนก่อน
แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เรื่องจริงคือเราไม่อาจย้อนเวลา
แล้วเดินไปกับมัน
ผมหวังว่าผมจะเข้มแข็งพอเพื่อให้มันดีขึ้น
วันนี้เราเริ่มมีสมาชิกใหม่แล้วที่ผ่านมาผมขอโทษ
ว่าด้วยอุปาทานและสมาทาน
หลังจากคิดเรื่องที่จะเขียนมาหลายวัน
วันนี้ขออนุญาตขึ้นธรรมาสน์ เทศน์ซัก 1 กัณฑ์
คงเคยได้ยินคำสอนไม่ให้ยึดติด หรืออาจเจอคำว่า ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นมาบ้างแล้ว
แต่แล้ว ก้บอกให้ถือศีล 5 ยึดข้อธรรม ภิกษุเองยังต้องถือศีล 227 ข้อ
ข้อธรรมที่ต้องคิดใคร่ครวญ รวมถึงปฏิบัติ รวมๆ อีกเป็นร้อยๆ
จากพระไตรปิฎก 84000 พระธรรมขันธ์
ครั้งแรกที่ผมคิดเรื่องนี้ก็เรียกว่าสับสนกันไปเลย
วันนี้ผมจะมาแยกแยะ ขัดเกลาให้เข้าใจกัน
อุปาทาน ภาษาคนผมใช้คำว่า ยึดติดยึดมั่น
ซึ่งเป็นเรื่องต้องพยามละ คือไม่ให้ยึดติด
จะใช้กับ ขันธ์ 5 โลกธรรม 8
หรือ อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 ในขั้นที่ลึกขึ้น
ขันธ์ 5 คือ รูปกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด การรับรู้
โลกธรรม 8 ก็ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แล้วก็ทางกลับกัน
สมาทาน ภาษาคนผมขอใช้คำว่า ยึดหลัก ถือไว้
คือการยึดถือ เชื่อ ศรัทธา ด้วยปัญญา
พูดให้กระจ่างก็คือ ที่เชื่อ ยึดไว้ ถือปฏิบัติ
ก็ด้วยความเข้าใจว่าทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร
คาดหวังอะไร อะไรเป็นขอบเขต อะไรทำได้ทำไม่ได้
หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอๆ
ใช้กับศีล ก็คือ สมาทานศีล สมาทานธรรม
ยกตัวอย่าง นิทานเรื่องหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง ภิกษุ 2 รูปเป็น ศิษย์อาจารย์กัน มาถึงริมฝั่งแม่น้ำ
พบหญิงสาวต้องการข้ามแต่ข้ามไม่ได้
หลังจากสอบถาม พระอาจารย์ก็ให้หญิงสาวขี่หลังพาข้างน้ำมา
หญิงสาวขอบคุณ และเดินจากไป
พระทั้งสองก็ยังเดินหน้าต่อไป แต่ใจของศิษย์คิดอต่เรื่องที่อาจารย์ผิดศีลมาตลอดทาง
เมื่ออดทนไม่ได้จึงเอ่ยปากถามพระอาจารย์ว่า
“ทำไมท่านอาจารย์ ถึงแตะเนื้อต้องตัวหญิงสาวเช่นนั้ มันผิดศีลนะครับ”
“ตัวข้าวางหญิงสาวไว้ตั้งแต่ข้ามน้ำมาได้แล้ว เจ้ายังแบกมาตลอดทางเลย”
อาจารย์ผิดศีลจริง แต่ไม่สำคัญเท่าการได้ช่วยคนที่เดือดร้อน
เพราะในสังโยชน์ 10 เอง ซึ่งเป็นการจำแนกกิเลส
ก็มีหัวข้อ สีลัพพตปรามาส คือไม่ให้ยึดติดในศีลหรือข้อธรรมต่างๆ
เพราะล้วนเป็นเครื่องมือ อย่างศีลแปลตรงตัวก็คือความปรกติ
พวกที่ปฏิบัติ แบบไม่ยึดติดก็จะไม่ทำเพราะ ไม่ควรทำ ไม่มีเหตุให้ทำผิดศีล
ไม่ใช่ไม่ทำเพราะศีลห้ามไว้ ถึงไม่มีข้อห้ามศีลก็ไม่ทำอยู่แล้ว
ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือผลของ สมาทานและอุปาทาน
อุปาทานจะเกาะเกี่ยวหนักเหมือนแบกเอาไว้ ไม่รู้ว่าแบกไว้ทำไม
ทำให้ใจมืด ติดในข้อจำกัดที่ขาดอิสระ เสรี
ส่วนสมาทานจะถือไว้เท่าที่จำเป็น ถือเฉพาะส่วนที่จะเอามาใช้
ในสถานที่ หรือสถานการณ์ต่างๆ ก็จะต่างกันไป ผ่านไปก็วางไว้
จำเป็นก็เรียกมาใช้
ถึงตรงนี้ผมขอขยายกรอบให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สมาทานและอุปาทาน เป็นท่าที(การตอบสนองต่อส่วนภายนอกที่มากระทบ)
ต่อทั้งความคิด ความเห็น ความเชื่อ ข้อกำหนด คำสั่ง
หรือในรูปแบบใดก็ตาม
พูดอีกอย่าง ไม่ว่าจะคำสอนของศาสดา
หรือความเชื่อเรื่องภูตผี ก็ล้วนแต่เป็นได้ทั้ง สมาทานและอุปาทาน
เอาให้ร่วมสมัย
บรรดาความรู้เรื่อง การตลาด การเงิน รัฐศาสตร์
อักษรศาสตร์ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์
ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เหลือง แดง
ก็ล้วนแต่มีมุมที่จะ สมาทานและอุปาทาน ได้ทั้งสิ้น
ใกล้ตัว การนอนหลับ ถ้านอนน้อยไป ก็จะหงุดหงิดง่าย
สลึมสลือ สมองช้า ถ้านอนมากเกินไป ก็จะไม่อยากเลิกนอน
จนนอนได้ทั้งวัน ถ้าพอดี ก็จะสดใส
แต่ตรงไหนพอดี ตรงไหนมาก น้อย
ก็ล้วนเป็นไปตามแต่ละบุคคล แต่ละสถานการณ์
6-10 ชั่วโมง ก็ไม่เสมอไป แค่เป็นค่ากลางๆ ได้มายังไงก็ไม่รู้
เราก็แค่ถูกสอนมา และก็เชื่อมาว่าต้องเท่านี้
ถึงตรงนี้ ก็ต้องถามว่า แล้วเราจะแยกแยะว่า
เรากำลังอุปาทาน หรือ สมาทานต่อเรื่องไหนอยู่บ้าง
ได้ยังไง เพราะพวกเราต่างมีความคิดความเห็น ความเชื่อสะสมอยู่มากมาย
คำตอบคือเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ทดลองและพิสูจน์เอาเอง
เป็นเรื่องส่วนตัว คนอื่นทำได้เพียงชี้ทาง ให้เครื่องมือ ไม่สามารถชี้ขาดให้ได้
โดยฝึกที่จะเท่าทันตัวด้วย สติ ถามไต่สวน ถึงท่าทีต่อเรื่องต่างๆ ว่าเป็นเพราะอะไร
ทำอย่างนั้น อย่างนี้เพื่ออะไร ที่มาเป็นอย่างไร
และใช้ปัญญา หรือ สัมปชัญญะ คิดใคร่ครวญ
โดยพระพุทธเจ้าได้ให้ กาลามสูตรไว้ดังนี้
1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก หลักเหตุผล (มา ตกฺกเหตุ)
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน คิดคาดคะเน (มา นยเหตุ)
7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
การไม่เชื่อก็ไม่ได้หมายถึงให้ปฏิเสธไม่ยอมรับไปเลย แต่หมายถึงให้นำมาตรวจสอบ
ถึงปัจจัย เหตุผล จนนำไปปฏิบัติเข้าใจทะลุดีแล้ว ค่อยเชื่อ
แน่นอน แม้กระทั่ง กาลามสูตร นี้ ก็อย่าเพิ่งเชื่อ แต่จำไว้ลองไปใช้ดู พิจารณาดู
อาจเพิ่มเติมแก้ไขตามแต่ละคนได้
ทั้งหมดที่กล่าวไป ผมก็ไม่ได้คิดว่ากำลังสอนพุทธศาสนาอยู่นะ
เพราะไม่ได้ชักจูงให้ถือศีล นั่งหลับตา หรือมุ่งนิพพานแต่ประการใด
แค่อยากอธิบาย ท่าทีเหล่านี้ โดยหยิบยืมคำ และหลักการธรรมะ
มาใช้เท่านั้น ลองพิจารณาดูเถิด
แรงกระเพื่อม
หากผมจะไม่กล่าวถึงการเมือง
ในสถานการณ์เช่นนี้
ก็คงจะรู้ผิดธรรมเนียมอยู่หลายส่วน
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้สนใจการเมืองมากนัก
ฟังข่าวน้อยลง รวบรวมข้อมูลน้อยลง เอาเก็บมาใครครวญน้อยลง
อาจเป็นเพราะดันไปหลงในรสชาติเค้กชีสสตรอเบอรี่
และสงครามมาเฟียในโลกเสมือน จนมาเฟียแดงเต็มท้องถนนแล้ว
ทั้งๆ ที่ ไม่เคยมีครั้งไหนที่การเมืองจะมีผลกระทบกับตัวผมได้มากเท่าครั้งนี้
คือ มีผู้ที่กำลังตัดสินระดับความเครียดในชีวิตผมช่วงต่อจากนี้ไปอีกซักปี
ต้องนำเอาตัวแปรที่เรียกว่า การเมือง มาพิจารณาด้วยแน่นอน
และผลของตัวแปลนี้ ก็คือ ไม่แน่นอน ซึ่งหมายถึง เสี่ยง
แต่ก็เอาเถอะ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราคุมไม่ได้
เมื่อผมกลับมาสำรวจอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเอง
ผมพบว่า ผมให้ราคาการชุมนุมครั้งนี้ต่ำมาก
ต่ำจนคิดว่า เป็นแค่การดิ้นเฮือกสุดท้ายที่ไม่มีค่า ใกล้แพ้เลยดิ้นดู
แต่เปล่าเลย วันนี้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่
การที่ความเห็นของผมปิดเบี้ยวไปขนาดนั้น พบว่าเพราะผมเชียร์รัฐบาลนี้นั่นเอง
รวมถึงในแวดวงคนที่ผมรู้จักก็ไม่มีใครเสื้อแดง หรืออย่างนี้ผมก็ไม่รู้ (หรืออาจไม่คุยด้วยไปนานแล้ว)
จึงเป็นที่มาให้ต้องทบทวนข้อมูล ข่าวสาร และเหตุการณ์ต่างๆใหม่
ตามประสาของผมที่จะสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง
ผมจะพยามพูดให้ครบสองประเด็น
อันแรก เหตุการณ์วันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะไปไหนต่อ
เราลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์
2540 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ของการเมืองไทย
2541 ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
2544 เลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 40
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงคลื่นการเปลี่ยนแปลงการเมืองขนานใหญ่ที่สุด
ไทยรักไทยได้ที่นั้งมากอันดับหนึ่งชนิดทิ้งที่สองไม่เห็นฝุ่น
ผมมีความหวังต่อนายยกคนใหม่ เพื่อนผมบางคนไปสมัตรเป็นสมาชิกพรรคนี้
วิธีขายนโยบายเปลี่ยนไปตลอดกาล
2547 ปลายปีที่สามของวาระ คะแนนนิยมเริ่มตกต่ำจากกรณีต่างๆ
วาทกรรม”โจรใต้ โจรกระจอก”
ยิงถล่ม มัสยิดกรือเซะ
ปราบม๊อบ ตากใบ มีคนตายภายบนรถ 78 ศพ
ทักษิณเริ่มพูดเชิงไม่ยอมฟังใคร
กรุงเทพเทคะแนนให้อภิรักษ์เป็นผู้ว่าแสดงถึงคะแนนนิยมของทักษิณได้เป็นอย่างดี
26 ธันวาคม เกิดสึนามิ ถล่ม ภาคใต้ ก่อการเลือกตั้งเพียงสามเดือน
คะแนนนิยมทักษิณเริ่มสูงขึ้น บวกกับการควบรวมพรรคต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
2548 กุมภาพันธ์ รัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรก และยังคงเป็นครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเสียงเกิน 70% ของทั้งสภา ตัวเลข 19 ล้านเสียงเกิดขึ้น
โทนเสียงของทักษิณเริ่มแข็งกร้าวขึ้นอีก(หมายถึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของความคิดเห็นแย้ง)
เล่นกับข่าวมากขึ้น หมายถึงสร้างประเด็นมากกลบข่าวที่จะเป็นผลเสีย
เช่นกรณีเปลี่ยนค่าตอบแทนตามสัมประทานของผู้ให้บริการมือถือ มาเป็นภาษีสรรพสามิต
ที่ล้อแหลมต่อการเสียเปรียบของรัฐ และความสามารถในการแข่งขันของ CAT
ด้วยข่าวซื้อลิเวอร์พูล ผมจำได้เพราะก็สนใจตามอยู่นิดหน่อย
แต่มารู้ตัวอีกทีก็ ผ่านสภาไปแบบไม่มีใครสนใจ
9 กันยายน เมืองไทยรายสัปดาห์อ่านบทความชื่อ ลูกแกะหลงทาง กลายเป็นรายการครั้งสุดท้าย
ที่จัดที่ช่อง 9
การก่อตัวของคนต้านทักษิณเริ่มต้นขึ้น จากเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
ทางทักษิณเองก็เริ่มมีพวกสนับสนุนโดยเฉพาะ
น้ำเสียงของทักษิณ แข็งกร้าวสุดขีด คนไม่เห็นด้วยทุกคนผิด อ.มหาลัยสอนไม่ถูกใจก็บอกว่าสอนไม่เป็น
ใช้เช้าวันอาทิตย์ตอบโต้ทุกคนรายวัน
ผมจำได้ดีเพราะสำหรับผมประเด็นนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาไม่ใช่นายกของผมอีกเลย
2549 มกราคม มีการปะทะกันครั้งแรกระหว่างกลุ่มหนุน-ต้าน ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นมาก็มีแทบจะรายวัน
โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ เซนทรัลเวิร์ล
4 กุมภาพันธ์ ชุมนุมขับไล่ครั้งแรกที่ลานพระบรมรูปทรงม้า กลายเป็น พันธมิตร(PAD) เมื่อ 11 กุมภาพันธ์
และมีการนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนั้นมีความพยามเปิดสภาเพื่ออภิปรายโดยทักษิณ
มีข้อเรียกร้องให้ลาออกหรือ เว้นวรรคด้วยข้อกล่าวหามากมาย
24 กุมภาพันธ์ ยุบสภากำหนดเลือกตั้งใหม่ 2 เมษายน
28 สามพรรคฝ่ายค้าน ปชป มหาชน ชาติไทย คว่ำบาตรไม่ลงเลือกตั้ง เปิดเกมใหม่การเมืองไทย
แสดงให้เห็นถึง อำนาจของส่วนน้อยได้ชัดเจนมากขึ้น
เมษายน ทักษิณกลับมาด้วยคะแนน 16 ล้านเสียง แต่ประกาศเว้นวรรค
8 พฤษภาคม ติดสินให้ การเลือกตั้งวันที่ 2 เป็นโมฆะ เพราะหันคูหากลับอีกด้าน
ซึ่งเป็นผลให้ กรรมการเลือกตั้ง(กกต.)มีความผิด ต้องออกไปด้วย ทำให้กำหนดการเลือกตั้งล่าช้า
โดยให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะรัฐประหารซะก่อน
ทักษิณกลับเข้ามาทำงานรักษาการนายก ท่าทียังแข็งกร้าว และเพิ่มมากขึ้น 16 ล้านเสียง
ถูกยังเป็นอาญาสิทธิ์ ที่ทำให้ชี้ถูกชี้ผิดได้
27 มิถุนายน – ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค 5 พรรค คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า
พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย
พันธมิตร ยังขับไล่ให้ทักษิณลาออก แม้กระทั่งจากตำแหน่งรักษาการ
และนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 20 กันยายน
กันยายน ทักษิณเดินทางไปประชุมที่ UN และก็เป็น long trip
19 กันยา รัฐประหาร โดย คปค
9 ตุลาคม สุรยุทธ์ เป็นนายก
เริ่มมีการก่อตั้งกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านทหาร เช่น นปก. คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สามเกลอเดินสาย
จัดรายการความจริงวันนี้
31 ธันวาคม เกิดระเบิดหลายจุดในกรุงเทพ และ นนทบุรี
2550 เริ่มมีชุมนุมของฝั่งหนุนทักษิณที่ท้องสนามหลวง
19 สิงหาคม ประชามติครั้งแรกในเมืองไทย รับรัฐธรรมนูญ 50
23 ธันวาคม กลับมาเลือกตั้งอีกครั้ง ภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17
2551 29 มกราคม สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ท่าทีของสมัคร เป็นฝันร้ายของผม
ดุดัน ไม่ฟังใคร ตอบโต้ทุกอย่าง และโกหกกรณี 6 ตุลา 19 อย่างหน้าด้าน(คิดแล้วอารมณ์พุ่งอย่างแรง)
เฉลิม เป็น รมว มหาไท หลังจากฝันมา 10 ปี บรรดาพลพรรคแกนนำตบเท้าได้ตำแหน่งในรัฐบาล
25 พฤษภาคม PAD ประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งด้วยเหตุที่ พลังประชนจะแก้รัฐธรรมนูญ
นับวันที่ 1 ของการชุมนุม เริ่มใช้เสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์(เพราะว่าเป็นปีฉลองด้วย)
เริ่มมีรายการความจริงวันนี้รายวัน ทาง NBT(ช่อง 11 เดิม) เป็นกลยุทธ์ ตอบโต้ และสร้างมวลชน
เริ่มใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ และ เป็นการเอามวลชนมาปะทะกัน
9 กันยายน สมัคร พ้นจากนายกรัฐมนตรี เพราะ ชิมไปบ่นไป 8 เดือนกว่า ของนายก
เปลี่ยนรัฐมนตรีไปสามชุด โดยเฉพาะพวกที่หาเสียงกันมา เข้ากรุหมด
และเรื่องใหญ่สุดก็คือ เขาพระวิหาร ที่ยิงตายกันเมื่อสองวันก่อน และจะเป็นความขัดแย้งไปอีกนาน
18 กันยา สมชาย เป็นนายก ท่าทางเหมือนจะเป็นคนประนีประนอม แต่แย่กว่าตรงที่ไม่มีภาวะผู้นำเลย
7 ตุลาคม วันประกาศนโยบาย เลือดนองหน้ารัฐสภา
25 พฤศจิกายน PAD ยึดสนามบิน
3 ธันวาคม ยุบพรรคพลังประชาชน PAD ยุติการชุมนุม 184 วัน
17 ธันวาคม อภิสิทธิ์ เป็นนายก
ที่บันทึกไว้ เป็นเพียงเหตุการณ์สำคัญๆ อันเป็นผลเท่านั้น ถ้าเรานึกให้ดี บรรยากาศ อื้ออึงร่วม
ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะในเว็บไซต์ เว็บบอร์ด ที่มีสีค่อนข้างชัดเจน
และบรรยากาศนี่แหละเป็นประเด็นที่สองที่ผมอยากจะพูดถึง
ชุดความคิดที่กลุ่มมวลชนสองกลุ่ม ทั้ง PAD และ นปช. นั้น
อย่าเรียกว่าชุดความคิดเลย เรียกว่า ท่าทีต่อความไม่เห็นด้วย
ของคนที่เป็น สาวก ที่เหล่าแกนนำปลูกฝัง จะว่าเป็นก็เหมือนกับท่านผู้นำทั้งสองคน
สมัคร และ ทักษิณ ใช้อยู่เสมอๆ
จะเป็นชนวนที่แท้จริง ที่ไม่อาจจำกัด หรือคาดการณ์ความเสียหายได้เลย
เพราะวันนี้ถ้าคุณเผอิญไม่พูดไม่เห็นด้วย กับทั้งเหลือง หรือ แดง คุณก็จะโดนกันไปอีกฝ่ายทันที
“มึงพวกเสื้อ.. นี่หว่า” แต่ถ้าคุณบอกว่า เป็นกลางยิ่ง เรียกว่าตกนรกขุมสุดท้ายเลยก็ว่าได้


