Real hearing

กุมภาพันธ์ 22, 2009 at 9:07 am (คิดไปคิดมา) (, , )

ผมเคยเชื่อว่าผมเป็นคนนักฟังที่ดี

อย่างน้อยก็เป็นอยู่ช่วงนึง

แต่หลายต่อหลายปีที่มองย้อนกลับไป มันแทบจะสูญหายไป
แม้จะรู้สึกตำหนิตัวเองที่ไม่เป็นเช่นเดิม
แต่ก็จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วว่า
ไอ้นักฟังที่ดีเนี่ย มันเป็นไง ?
คำอธิบายนั้นแสนเรียบง่ายนั่นคือ ตั้งใจฟัง ใส่ใจที่จะฟัง

แต่ความเรียบง่ายที่มันไม่ค
่อยจะเกิดขึ้นกับตัวผม รวมถึงคนส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักนั้น

เพราะโดยส่วนใหญ่เมื่อเราเร
ิ่มได้ยิน เราก็เริ่มมีเสียงในใจ เริ่มหาคำพูดตอบโต้

เริ่มอยากฟังเฉพาะสิ่งอยากฟ
ัง อยากฟังเฉพาะสิ่งที่สนใจ ไม่อยากฟังสิ่งที่ไม่สนใจ

ไม่อยากฟังสิ่งที่ไม่เข้ากั
บความคิดตัวเอง

และไอ้เสียงในใจเหล่านี้แหล

ะ ที่คอยกั้นให้เราแค่ได้ยิน แต่ไม่ได้ฟัง


สัมผัสเสียง แต่ไม่ได้รับรู้ ถึงรับรู้ก็ไม่อาจเข้าใจ

หรืออาจจะรับรู้เฉพาะส่วนที
่ต้องการ เข้าใจไปตามที่อยากจะเข้าใจ

แต่ไม่อาจรับรู้เรื่องราว คำพูด อย่างที่ผู้พูดอยากจะให้ควา
มหมายได้

นั่นคือ ไม่ได้เอาใจมาตั้งไว้สำหรับ
ฟัง

ไม่ได้เอาใจมาใส่ไว้สำหรับฟ
ังเพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริง
รับรู้อย่างที่เป็น ไม่ใช่อย่างที่อยากให้เป็น

เข้าใจอย่างที่เป็น ไม่ใช่อย่างที่อยากให้
เป็น

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Dark

กุมภาพันธ์ 16, 2009 at 9:15 am (รำพึงรำพัน)

ผมเชื่อเอาเองว่าหลายคนมีแรงผลักดัน ในเรื่องที่อยากเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น ทั้งในเชิงความรู้
คุณสมบัติ Maturity สุดแล้วแต่ใครจะนิยามกันไป เพราะว่าผมก็เป็นคนอย่างงั้

แต่แล้วหลังจากความพยามแทบล้มประดาตาย และก็รู้สึกว่าตัวเองก็ได้เขยิบเข้าใกล้คนที่เราอยากจะเป็นเพิ่มขึ้นมานั้น
ซึ่งเป็นส่วนที่ผมภาคภูมิใจ และความภาคภูมิใจนี้แหละที่มันหล่อเลี้ยงให้ผมยังมีกำลังใจ ทำงานอาทิตย์ละ 7 วันวันละ 10-15 ชม. มากว่า 4 ปี แน่นอน ผมไม่ได้มีสมาธิผลิตงานที่ดีตลอดระยะเวลาเหล่านั้นหลอก และก็ใช่ว่าจะไม่หยุดไม่พักอะไรเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีค่าพอที่จะกล่าวถึง

วันนี้ ผมถูกข้อกล่าวหาว่าผมเป็นคนไม่เอาถ่าน หรือรวมความว่าเป็นฝั่งตรงข้ามจากคนที่ผมอยากจะเป็นอย่างสิ้นเชิง
ย้ำ อย่างสิ้นเชิง ข้อกล่าวหาจากคนที่ไม่ทำอะไรให้ชัดเจนเลย

การทำงานที่ผ่านมาเขาล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาทิ้งร้างให้ผมต้องแก้ไข
ทั้งยังบั่นทอนกำลังใจผมและทีมงานผมได้อยู่เนืองๆ

ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย

Dancer in the Dark

เป็นหนังของแม่ลูกที่โรคร้ายว่าจะต้องตาบอดอย่างแน่นอน
เธอก็พยามเก็บรวบรวมเงินไว้ในกล่องเหล็กเพื่อรักษาลูก
แต่แล้วเรื่องก็พามาให้เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยเงิน
เงินซึ่งเธอสะสมไว้เพื่อรักษาลูกสาว

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Black Romantic Comedy

กุมภาพันธ์ 8, 2009 at 9:25 am (เสพสิ่งสร้างสรรค์) (, , )

Udom vs Yutlert
ถ้านิยาม Black Comedy คือการเอาความจริง หรือ Dark side ของมนุษย์ มาสร้างความตลก
ก็จะเป็นตลกปวดแสบปวดร้อน หัวเราะร่า เจ็บแปลบๆ
สองคนนี้ อุดม แต้ฯ และ ยุทธิเลิศ ก็คงเป็นเจ้าพ่อเชียวแหละ

ผมพึ่งได้ดู อีติ๋มตายแน่ แม้จะไม่เป็นหนังดี และออกจะทำร้ายคนดูให้ปวดแสบปวดร้อนอยู่ซักหน่อย
แต่มานั่งคิดอีกที ไอ้ความปวดแสบปวดร้อนนี่เองที่จับใจผม จนกลับมาคิดแล้วคิดอีก
จนกลายเป็นหนังที่ชอบ แต่ไม่ขอดูอีก(บางทีผมยังยอมรับความจริงไม่ได้)

===== Spoil Alert กรุณาอย่าอ่านเลยถ้าคุณตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้แต่ยังไม่ได้ดู =====

ไอ้ตึ้ง Looser ตัวจริงที่ปิดบังตัวเองภายใต้ คำหยาบคาย ปากร้าย มีนิสัยแปลกชอบไปบอกเลิกคนแปลกหน้า
เพราะไม่ต้องการเจอความเจ็บปวด จึงเลิกที่จะโดดเดี่ยว

Black Romantic กับความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอันอ่อนแอ อ่อนแอต่อโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมจะทิ้งเหล่า looser ที่ตกขบวนรถไฟสาย การแข่งขัน
ชายขอบของการแข่งขัน ของ ชายขี้แพ้ทำงานชกโชว์ตามบาร์ไปวันๆ ของสาวนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่พร้อมจะเปลี่ยนไปตามชายที่ตัวเองสนใจ ของแม้วชายขอบพูดภาษาไทยก็ยังไม่ชัด ทั้งยังโดนแกล้งสารพัด

Black Comedy ตลกนิสัยประหลาดแต่มาจากหัวใจที่อ่อนแอ หยาบคายกับคนที่อ่อนแอกว่า

Nice to meet you. ปรากฎอยู่ใน 2 scene สำคัญของหนังเรื่องนี้ เป็น scene ที่ดีที่สุด
ที่ยุทธเลิศใช้เวลาอันน่าอึดอัดและน่ารำคาญทั้งหมดของเรื่องเพื่อปล่อยหมัดนี้
เพื่อให้เราเข้าใจว่า น่ายินดีขนาดไหนที่ตึ๋งได้พบกับติ๋ม

อีติ๋ม ไอ้ตึ๋ง

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

เรื่องตลกตกยุค

กุมภาพันธ์ 4, 2009 at 9:31 am (ไปพบไปเห็น) (, )

ผมเป็นเด็กแห่งศตวรรตที่ 20 ในศตวรรตที่ 21 มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป
จึงอยากบันทึกเรื่องตลกแห่งยุคก่อนปี 2000 ไว้
ที่ว่าตกยุค เพราะเกี่ยวพันกับเครื่องมือที่สำคัญในตอนนั้น แต่ตอนนี้เลิกใช้กันไปแล้ว
หรือไม่ก็ ลดบทบาทไปอย่างยิ่ง
Telephone

โทรศัพท์บ้าน(พื้นฐาน) ไม่ได้มีไว้สำหรับฝากสัญญาณ internet อย่างที่เวลานี้เป็นนะครับ
แต่เป็นช่องทางสื่อสารสำคัญเวลาที่จะคุยกับใครที่บ้าน
แน่นอนมันเป็นของบ้านไม่ใช่ของส่วนตัว เพราะฉะนั้นมันจะอยู่กลางบ้านเป็นส่วนใหญ่
ยิ่งในช่วงยังเด็ก ยิ่งไม่มีโอกาศ ได้มีในห้องนอนอย่างแน่นอน

หากอยากจะติดต่อเพื่อนที่บ้านเหตุการณ์ก็จะเป็นว่า
โทรไปที่บ้านคนรับอาจเป็นแม่ ถามว่า “ตุ๋ย(นามสมมุติ)อยู่ไหมครับ”
ปลายทางก็จะถามกลับมาว่า “ตุ๋ยไหนละคนพ่อหรือลูก”

ชื่อเพื่อนนี่แหละครับตัวปัญหา เพราะไอ้พวกเพื่อนผมมันนิยมเรียกชื่อพ่อแทนชื่อเจ้าตัวกันจนเคย
ถึงขั้นบางทีลืมชื่อเล่นจริงๆของมันไป ก็เลย…. “คนลูกน่ะครับ”

ที่มากกว่านั้นคือ มันเรียกกันด้วยชื่อต้นนามสกุล แล้วพี่น้อง 4 คน โดนเรียกเหมือนกันทุกรุ่นว่า “เหลือง(นามสมมุติ)” โทรไปก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครล่ะครับงานนี้

Pager

(มาจากเรื่องของ อุดม แต้พานิช)
Pager คงไม่มีเหลือแล้วมั้งครับ แต่ก็เป็นบริการนิยมกันอยู่ช่วงนึงโดยเริ่มต้นจาก รู้เบอร์ของฝั่งตรงข้าม
แล้วโทรเข้าศูนย์ ให้ Operator เป็นคนพิมพ์ข้อความให้ แต่ด้วยความหวังดีจึงมีการเซ็นเซอร์คำหยาบ
เกรงว่าลูกค้าจะระคายหู

เหตุการณ์
ระหว่างรอเพื่อนสนิทที่มาช้ากว่าที่นัดมากแล้ว เลยโทรไป ศูนย์เพื่อส่งข้อความ
เพื่อน : “พ่อมึงตายเหรอ ทำไมไม่รีบมา จากเพื่อน” ส่งตามนี้เลยพี่ เพื่อนสนิทกัน
OP : ไม่ได้หรอกค่ะ เป็นข้อความอื่นได้ไหมคะ
เพื่อน : ไม่เป็นไร สนิทกันอยู่แล้ว เนี่ยผมรอมันอยู่
Op : งั้นก้ได้ค่ะ แต่เดี๋ยวแปลงข้อความหน่อยนะคะ

เพื่อนที่มาช้า : วันนี้ใจคอไม่ดีเลยว่ะมีข้อความแปลกๆ มา
เพื่อน :ข้อความอะไรวะ
เพื่อนที่มาช้า : “บิดาของท่านกำลังจะเสียชีวิต ให้รีบมาด่วน จาก เพื่่อนผู้หวังดี”

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น