เด็กแห่งศตวรรตที่ 20 สู่ PLUTO อนาคตสู่อดีต
แต่ก็ติดตามด้วยความทึ่งและตื่นเต้นไปจนจบ
ผลงานล่าสุดที่ผมรู้จัก PLUTO มันคือการ REMAKE ที่ตัดเอาส่วนหนึ่งของผลงานการ์ตูนชิ้นเอก
อย่าง ATOM ของ TEZUKA Osamu ผู้ได้ชื่อเป็น “เทพเจ้า” และในเรื่องนี้จะมีการตีพิมพ์ บทความ
ที่เกี่ยวกับ PLUTO ไว้ ซึ่งผมถอดความส่วนหนึ่งจากเล่ม 6
“เมื่อเริ่มจำความได้ พวกเราเติบโตมาพร้อมกับสิ่งเร้าใจมากมาย
อาทิ อะตอมกับคนเหล็ก ก๊อดซิล่ากับอุลตร้าแมน รถไฟด่วนชินคันเซ็นกับยานอพอลโล่ 11
การเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา กับวู้ดสต๊อกส์ กล่าวได้ว่า นี่เป็นยุคสมัยที่พวกเราเชื่อมั่นใน
เรื่องของวิทยาศาสตร์ ฮีโร่ การปฏิรูป และเพลงร็คอย่างไม่ลืมหูลืมตา
แต่ความฝันอันแสนสุขก็โบกมือลาไปพร้อมกับงานเอ๊กโปในโอซาก้าปี 1970 ต้องปิดฉากลง
สิ่งที่รอต้อนรับพวกเราเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นก็คือ ความเป็นจริงที่ว่าวิทยาศาสตร์สร้างมลพิษ
ฮีโร่คือผู้มีชื่อเสียง เพลงร็อคคือธุรกิจ และการปฏิวัติคือการก่อการร้าย นักเรียนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่
ตื่นจากความฝันและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนพวกที่เหลือก็หลบหนีความจริงกลายเป็นโอโทคุไป
…. คนวัยกลางคนในศตวรรตที่ 21 ทั้งหมดผู้เคยเป็นเด็กในปลายศตวรรษที่ 20 ที่เติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจ
เจริญรุ่งเรืองสุดขีด(เกิดประมาณปี 1960)
ขณะที่พวกเราย่างเข้าสู่วัยกลางคน และเริ่มกลุ่มใจว่าจะปล่อยชีวิตให้เป็นแบบนี้จะดีจริงหรือ
“20th Century Boys” ก็มาเรียกร้องให้ “เอาอนาคตที่ตัวเองเคยเชื่อมั่นกลับคืนมา”
ส่วนนึงของความประทับใจข้อความข้างบนนั้น เป็นเพราะว่า ทำให้ผมรู้สึกว่า
ผมเข้าใจ 20th century boy มากขึ้น นั่นทำให้มันสนุกขึ้น เข้มข้นขึ้น
และซาบซึ้งใจไปกับเจตจำนงค์อันกล้าหาญของผู้เขียนด้วย
คำถามคือ แล้วผมเด็กแห่งศตวรรษที่ 20 เติบโตมากับสิ่งใด
ก็ยังเติบโตกับกระแสวิทยาศาสตร์ครองโลก โดราเอมอน หุ่นยนต์แห่งอนาคต คงเข้ามาแทนที่ อะตอม
และ สะดวกสบายกว่า ใกล้ตัวมากกว่า แต่ก็มีกระแสของปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง
แต่แน่นอนได้รับการแก้ไขแล้วในศตวรรษที่ 21
ผมเคยฝันอยากสร้าง time machine (ไม่เคยกล้าบอกใครจริงจังเลยตั้งแต่เด็ก)
…
..
.
มันเป็นหัวข้อขนาดยาวที่ชวนนึกถึง ผมว่าคนอ่านคงเริ่มนึกบ้างแล้ว
ส่วนผมอยากจะนึกให้ออกว่า อะไรกันที่เราเชื่อมั่น อะไรคืออนาคตที่เราเคยคิดถึง
แล้วอะไรคืออนาคตที่วันนี้เราอยากจะเชื่อมั่น
Big MAC Crisis ตามด้วย Double Whopper
แต่ผมก็เลือกที่จะใช้ Big Mac แทน Hamburger โดยจงใจ
Big Mac คือ Sub prime หนี้
ผมขอเทียบเหตุการที่เกิดเมื่อสองวันก่อนว่า
Double Whopper คือ การล้มลงของกองทุน(หลอก)รวม มูลค่า 2 ล้านล้าน
เพราะโดยเนื้อหา กองทุนนี้คือ แชร์แม่ชม้อย เวอร์ชั่น USA
แล้วเรื่องราวก็ซ้ำ ไม่ต่างกับที่เราเคยได้ยินมา
เอาเงินมา ได้ผมตอบแทนสูงมาก(27% อ้างว่าไปลงทุนใน แอฟริกา) แล้วก็มีคนเข้ามาเพิ่ม
ก็เอาเงินของคนใหม่ไปให้คนเก่า
ยิ่งได้มาก ก็ยังอยากได้มากขึ้นไปอีกก็เอาเงินทั้งหมดทุ่มลงไป
แล้วเรื่องก็มาจบตรงที่พอไม่มี new money เพียงพอ ก็ล้ม
เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่ใช้แม่ชม้อยลูกยายเมี้ยน
แต่เป็น อดีตผู้บริหาร NASDAQ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ ดึงความสนใจ
จากบรรดาเศรษฐีจากทั่วโลก และแม้แต่สถาบันการเงินด้วยกันเข้าไปร่วมด้วย !!!!!!!
.
.
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยไปตั้งใจศึกษา Amway อย่างจริงจัง
ที่รู้มาอย่างหนึ่งคือ Amway มาจากคำว่า American Way
หรือ วิถีชีวิตแบบอเมริกันชน
ทำงานน้อยๆ ได้เงินมาก เกษียรตอนไม่ถึงสี่สิบ
มีความมั่นคงทางการเงิน สังคม เป็นที่ยอมรับ
ประสบความสำเร็จราวกับรับมงกุฏเพชร
ฉาก Amway นั้น ยังลงแรงมากเกินไปด้วยซ้ำ หากเทียบกับ
บรรดา นวัตกรรมทางการเงิน ที่เกิดขึ้นมาในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้
เหล่านักการเงิน พยามสรรหาทุกวิถีทาง ทุกช่องทางการติดต่อ
ทุกรับแบบความสนใจ เพื่อเอาเงินให้ อเมริกันชนในจับจ่ายใช้สอย
และสร้างความฝันแบบอเมริกันว่า จะมีชีวิตเยี่ยงนี้ตลอดไป
เหมือนกับว่า เมื่อขนมปังสองชิ้น เนื้อและผักนิดหน่อย ยังไม่พอ
ก็คงต้องขอเนื้อใหญ่ขึ้น เพิ่มเป็น 2 ชิ้น มีชีสสองแผ่น หนมปังแทรกกลาง
…
..
.
เนื่องจากเป็นวิกฤตที่กระทบไปทั้งโลก ทำให้ทุกประเทศต่างยื่นมือมาประสานกัน
เพื่อพยามพยุงไว้ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะประสบผลหรือไม่
ในด้านนี้ ผมก็แอบคิดว่า และโลกจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้
แต่แล้วโลกจะเป็นยังไงล่ะ
โลกยังจะขยายตัวอย่างเดิมหรือ?
เรายังสามารถทำสิ่งที่ทำอยู่เดิมได้หรือ?
พูดกันตามจริง ผมว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ
“เกิน”
เราใช้กันเกินความจำเป็น ผลิตเกินเหตุผล
หมายความว่า ก็ต้องกลับสู่เหตุผล
ให้เป็นไปอย่าง “พอเพียง”
จริงจริง ฝันฝัน
หลายครั้งใช่หรือไม่เราก็รู้สึกขาดความเข้าใจ ว่าตัวเรานั้นทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปได้ยังไง
หลายหนเราขาดศรัทธาในตัวเอง อ่อนแอ ท้อแท้ใจ
และในหลายครั้งหลายหนนั้น ก็หาใช่ตัวเราเองที่พาออกจากหลุมอารมณ์เหล่านั้น
บ้างเป็นหนังสือ บ้างเป็นถ้อยคำ บ้างเป็นประสบการณ์คนไกล บ้างอยู่ในท้องฟ้าและสายน้ำ
บ้างมีคนใกล้มาชี้ทางออก ถ้าเช่นนั้น เรายังบอกได้ล่ะหรือ ว่าเราเข้าใจตัวเราเองดีที่สุด
ตัวเราอาจเหมือนใกล้ชิดกับตัวเราที่สุด แต่เรากลับไม่ใช่คนที่มองตัวเองมากและบ่อยครั้งที่สุด
เรามิอาจปฎิเสธตัวตนคนอื่นในตัวเรา ทั้งมิอาจปฏิเสธตัวเราในตัวคนอื่น
ผมเคยสรุปกับตัวเองไว้นานแล้วว่า
“เราไม่อาจเข้าใจตัวเอง และความจริงแท้ได้ หากเราไม่รู้จักเผชิญหน้าและแยกแยะเรื่องโกหกออกไป
และเรื่องโกหกที่แยกแยะได้ยากยิ่งที่สุดคือการโกหกหลอกลวงตัวเอง ที่แฝงในคราบความจริง”
*หมายเหตุ ชื่อเรื่อง น่าจะเอามาจากหนังสือซักเล่มที่เคยอ่าน ขอขอบคุณไว้ด้วยครับ






