เด็กแห่งศตวรรตที่ 20 สู่ PLUTO อนาคตสู่อดีต

ธันวาคม 30, 2008 at 6:55 pm (เสพสิ่งสร้างสรรค์) (, , , )

ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแฟนการ์ตูนของ URASAWA Naoki
URASAWA Naoki
แม้นบางครั้งแอบรู้สึกเบื่อความซับซ้อนของการเชื่อมโยงเรื่องราว
แต่ก็ติดตามด้วยความทึ่งและตื่นเต้นไปจนจบ

ผลงานล่าสุดที่ผมรู้จัก PLUTO มันคือการ REMAKE ที่ตัดเอาส่วนหนึ่งของผลงานการ์ตูนชิ้นเอก
อย่าง ATOM ของ TEZUKA Osamu ผู้ได้ชื่อเป็น “เทพเจ้า” และในเรื่องนี้จะมีการตีพิมพ์ บทความ
ที่เกี่ยวกับ PLUTO ไว้ ซึ่งผมถอดความส่วนหนึ่งจากเล่ม 6

Atom ของ URASAWA Naoki
Atom ของ TEZUKA Osamu

เมื่อเริ่มจำความได้ พวกเราเติบโตมาพร้อมกับสิ่งเร้าใจมากมาย
อาทิ อะตอมกับคนเหล็ก ก๊อดซิล่ากับอุลตร้าแมน รถไฟด่วนชินคันเซ็นกับยานอพอลโล่ 11
การเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา กับวู้ดสต๊อกส์ กล่าวได้ว่า นี่เป็นยุคสมัยที่พวกเราเชื่อมั่นใน
เรื่องของวิทยาศาสตร์ ฮีโร่ การปฏิรูป และเพลงร็คอย่างไม่ลืมหูลืมตา
แต่ความฝันอันแสนสุขก็โบกมือลาไปพร้อมกับงานเอ๊กโปในโอซาก้าปี 1970 ต้องปิดฉากลง
สิ่งที่รอต้อนรับพวกเราเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นก็คือ ความเป็นจริงที่ว่าวิทยาศาสตร์สร้างมลพิษ
ฮีโร่คือผู้มีชื่อเสียง เพลงร็อคคือธุรกิจ และการปฏิวัติคือการก่อการร้าย นักเรียนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่
ตื่นจากความฝันและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนพวกที่เหลือก็หลบหนีความจริงกลายเป็นโอโทคุไป

…. คนวัยกลางคนในศตวรรตที่ 21 ทั้งหมดผู้เคยเป็นเด็กในปลายศตวรรษที่ 20 ที่เติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจ
เจริญรุ่งเรืองสุดขีด(เกิดประมาณปี 1960)

ขณะที่พวกเราย่างเข้าสู่วัยกลางคน และเริ่มกลุ่มใจว่าจะปล่อยชีวิตให้เป็นแบบนี้จะดีจริงหรือ
“20th Century Boys” ก็มาเรียกร้องให้ “เอาอนาคตที่ตัวเองเคยเชื่อมั่นกลับคืนมา”

20th Century Boys

ส่วนนึงของความประทับใจข้อความข้างบนนั้น เป็นเพราะว่า ทำให้ผมรู้สึกว่า
ผมเข้าใจ 20th century boy มากขึ้น นั่นทำให้มันสนุกขึ้น เข้มข้นขึ้น
และซาบซึ้งใจไปกับเจตจำนงค์อันกล้าหาญของผู้เขียนด้วย

คำถามคือ แล้วผมเด็กแห่งศตวรรษที่ 20 เติบโตมากับสิ่งใด
ก็ยังเติบโตกับกระแสวิทยาศาสตร์ครองโลก โดราเอมอน หุ่นยนต์แห่งอนาคต คงเข้ามาแทนที่ อะตอม
และ สะดวกสบายกว่า ใกล้ตัวมากกว่า แต่ก็มีกระแสของปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง
แต่แน่นอนได้รับการแก้ไขแล้วในศตวรรษที่ 21
ผมเคยฝันอยากสร้าง time machine (ไม่เคยกล้าบอกใครจริงจังเลยตั้งแต่เด็ก)

..
.
มันเป็นหัวข้อขนาดยาวที่ชวนนึกถึง ผมว่าคนอ่านคงเริ่มนึกบ้างแล้ว

ส่วนผมอยากจะนึกให้ออกว่า อะไรกันที่เราเชื่อมั่น อะไรคืออนาคตที่เราเคยคิดถึ
แล้วอะไรคืออนาคตที่วันนี้เราอยากจะเชื่อมั่น

จาก 20th century boy

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Big MAC Crisis ตามด้วย Double Whopper

ธันวาคม 27, 2008 at 6:58 pm (ไม่มีหมวดหมู่) (, , , )

Big Mac
จากหัวข้อเรื่องคงไม่ต้องบอกว่าผมพูดถึงเรื่องอะไร
แต่ผมก็เลือกที่จะใช้ Big Mac แทน Hamburger โดยจงใจ

Big Mac คือ Sub prime หนี้

ผมขอเทียบเหตุการที่เกิดเมื่อสองวันก่อนว่า

Double Whopper คือ การล้มลงของกองทุน(หลอก)รวม มูลค่า 2 ล้านล้าน
เพราะโดยเนื้อหา กองทุนนี้คือ แชร์แม่ชม้อย เวอร์ชั่น USA

Double whopper

แล้วเรื่องราวก็ซ้ำ ไม่ต่างกับที่เราเคยได้ยินม
เอาเงินมา ได้ผมตอบแทนสูงมาก(27% อ้างว่าไปลงทุนใน แอฟริกา) แล้วก็มีคนเข้ามาเพิ่ม
ก็เอาเงินของคนใหม่ไปให้คนเก่า
ยิ่งได้มาก ก็ยังอยากได้มากขึ้นไปอีกก็เอาเงินทั้งหมดทุ่มลงไป
แล้วเรื่องก็มาจบตรงที่พอไม่มี new money เพียงพอ ก็ล้ม
เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่ใช้แม่ชม้อยลูกยายเมี้ยน
แต่เป็น อดีตผู้บริหาร NASDAQ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ ดึงความสนใจ
จากบรรดาเศรษฐีจากทั่วโลก และแม้แต่สถาบันการเงินด้วยกันเข้าไปร่วมด้วย !!!!!!!

.
.
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยไปตั้งใจศึกษา Amway อย่างจริงจัง
ที่รู้มาอย่างหนึ่งคือ Amway มาจากคำว่า American Way
หรือ วิถีชีวิตแบบอเมริกันชน
ทำงานน้อยๆ ได้เงินมาก เกษียรตอนไม่ถึงสี่สิบ
มีความมั่นคงทางการเงิน สังคม เป็นที่ยอมรับ
ประสบความสำเร็จราวกับรับมงกุฏเพชร

ฉาก Amway นั้น ยังลงแรงมากเกินไปด้วยซ้ำ หากเทียบกับ
บรรดา นวัตกรรมทางการเงิน ที่เกิดขึ้นมาในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้
เหล่านักการเงิน พยามสรรหาทุกวิถีทาง ทุกช่องทางการติดต่อ
ทุกรับแบบความสนใจ เพื่อเอาเงินให้ อเมริกันชนในจับจ่ายใช้สอย
และสร้างความฝันแบบอเมริกันว่า จะมีชีวิตเยี่ยงนี้ตลอดไป
เหมือนกับว่า เมื่อขนมปังสองชิ้น เนื้อและผักนิดหน่อย ยังไม่พอ
ก็คงต้องขอเนื้อใหญ่ขึ้น เพิ่มเป็น 2 ชิ้น มีชีสสองแผ่น หนมปังแทรกกลาง

..

.

เนื่องจากเป็นวิกฤตที่กระทบไปทั้งโลก ทำให้ทุกประเทศต่างยื่นมือมาประสานกัน
เพื่อพยามพยุงไว้ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะประสบผลหรือไม่
ในด้านนี้ ผมก็แอบคิดว่า และโลกจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้

แต่แล้วโลกจะเป็นยังไงล่ะ
โลกยังจะขยายตัวอย่างเดิมหรือ?
เรายังสามารถทำสิ่งที่ทำอยู่เดิมได้หรือ?

พูดกันตามจริง ผมว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ

“เกิน”

เราใช้กันเกินความจำเป็น ผลิตเกินเหตุผล
หมายความว่า ก็ต้องกลับสู่เหตุผล
ให้เป็นไปอย่าง “พอเพียง”

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

จริงจริง ฝันฝัน

ธันวาคม 12, 2008 at 7:00 pm (รำพึงรำพัน) (, , , )

เราไม่อาจเข้าใจคนอีกคนหนึ่งได้ทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างแน่นอน

นั่นสิ แต่บางครั้งใช่หรือไม่ ที่เราสับสน เรามึนงง เราอับจนหนทาง
หลายครั้งใช่หรือไม่เราก็รู้สึกขาดความเข้าใจ ว่าตัวเรานั้นทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปได้ยังไง
หลายหนเราขาดศรัทธาในตัวเอง อ่อนแอ ท้อแท้ใจ
และในหลายครั้งหลายหนนั้น ก็หาใช่ตัวเราเองที่พาออกจากหลุมอารมณ์เหล่านั้น
บ้างเป็นหนังสือ บ้างเป็นถ้อยคำ บ้างเป็นประสบการณ์คนไกล บ้างอยู่ในท้องฟ้าและสายน้ำ
บ้างมีคนใกล้มาชี้ทางออก ถ้าเช่นนั้น เรายังบอกได้ล่ะหรือ ว่าเราเข้าใจตัวเราเองดีที่สุด
ตัวเราอาจเหมือนใกล้ชิดกับตัวเราที่สุด แต่เรากลับไม่ใช่คนที่มองตัวเองมากและบ่อยครั้งที่สุด

เรามิอาจปฎิเสธตัวตนคนอื่นในตัวเรา ทั้งมิอาจปฏิเสธตัวเราในตัวคนอื่น

ผมเคยสรุปกับตัวเองไว้นานแล้วว่า
“เราไม่อาจเข้าใจตัวเอง และความจริงแท้ได้ หากเราไม่รู้จักเผชิญหน้าและแยกแยะเรื่องโกหกออกไป
และเรื่องโกหกที่แยกแยะได้ยากยิ่งที่สุดคือการโกหกหลอกลวงตัวเอง ที่แฝงในคราบความจริง”

*หมายเหตุ ชื่อเรื่อง น่าจะเอามาจากหนังสือซักเล่มที่เคยอ่าน ขอขอบคุณไว้ด้วยครับ

ลิงค์อ้างถึง 1 ความเห็น