ความขัดแย้ง

พฤศจิกายน 28, 2008 at 10:39 pm (ไม่มีหมวดหมู่) (, , )

การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ แน่นอนว่าเป็นการปิดเส้นทางหลักระหว่างไทย กับโลก
ในอีกแง่หนึ่ง เป็นดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหา เพื่อแสดงให้ดูว่า ไม่ใช่เสื้อแดง เสื้อเหลือง
แต่ทุกคนต้อง เข้ามาร่วมรับผิดชอบ ร่วมจัดการ ไม่สามารถปล่อยให้เป็นเรื่องของ “พวกนั้นไป” ได้

แล้วจะจัดการอย่างไร ?
กระแสแห่งความต่อต้านจงเกลียดจงชัง รุนแรง ภาพที่ส่งเสริมให้เกลียดกันถูกนำเสนอ เรากำลังชี้เป้า

ชี้เป้าเพื่อสร้างความชอบธรรม ชี้เป้าเพื่อทำลายคนที่เห็นต่าง ภาพสภาพศพโดนแขวน คนเอาเก้าอี้ฟาด
ท่ามกลางการมุงดูของผู้คนใน 6 ตุลา 19 ลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน
นั่นคือเส้นทางต้องการหรือ นั่นคือที่เรากำลังพยามเดินไปใช่หรือไม่ ?
เพื่อแลกกับเงินเดือนในกระเป๋าเดือนหน้า ช่องทางการไปเที่ยวต่างประเทศ โบนัสปีนี้ รถคันใหม่
เราแลกให้ยอมเอา เลือดพ่อแม่ ญาติ เพื่อนของเรา ทาบนถนน บนอาคาร เพื่อแลกมาใช่หรือไม่?

6 ตุลา 19

และยังต้องให้คิดอีกว่า จะได้สิ่งเหล่านั้นมาใช่ไหม ถ้าคนเอาเลือดทาลงไปแล้ว
เงินเดือนในอีก 3 เดือนข้างหน้า โบนัสสิ้นปีนี้ โบนัสปีหน้า จะเป็นที่พอใจอย่างเดิมใช่หรือไม่?

ถ้าคำตอบคือไม่
ผมจะเสนอทางคลี่คลาย ที่ยากลำบาก ประสิทธิภาพต่ำ และยังต้องอดทนอดกลั้น
อย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยน ยอม ฟัง ทัศนคติขัดแย้ง เสียดสี ด่าทอ จากฝ่ายตรงข้าม
นั่นคือ ลองโทรไป ถ้าเขากลับมาบ้าน นั่งคุยกัน ฟังอย่างตั้งใจที่สุดโดยไม่ขัด
เพื่อที่จะเข้าใจให้ได้ว่า อะไรคือความต้องการสูงสุด
ถ้าเป็นประเทศชาติ ช่วยอธิบายเหตุผลว่าจะทำได้อย่างไร แล้วทำไมต้องมาปิดสนามบิน
การฟังนั้น คนจะเชื่อหรืไม่ เห็นด้วยหรือไม่นั่นยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องพูดถึง
แต่ฟังเพื่อให้เข้าใจให้ได้ว่า อะไรบ้าง สิ่งใดบ้าง ที่ทำให้เขาเชื่อ ให้เขาคิด ให้เขารู้สึก
และให้เขาเลือกที่จะเดินทางนี้
จากนั้นคุณถึงมาลองใคร่ครวญ กับความเชื่อของคุณ กับวิธีคิดของคุณ กับสิ่งที่คุณอยากได้อยากให้เป็น
แล้วขอร้องให้เขาฟังคุณบ้าง มีความต้องการส่วนไหนตรงกัน พอจะปรับความเชื่อส่วนไหนเข้าหากัน

พอจะมีทางอื่นไหมที่ไม่ต้องทำให้คนเดือดร้อนขนาดนี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
เพื่อจะร่วมกันทำสิ่งนั้นด้วยกันได้ไหม อะไรที่ต้องที่ร่วมแก้กันได้บ้าง อะไรที่ต่างต้องลดลงได้บ้าง

จากหนึ่งคน เราจะชักชวนให้แต่ละคน มาฟัง มาพูดคุยกัน เราไม่จำเป็นต้องรอให้ ใครมากำหนด
ไม่ว่าจะเป็น แกนนำ นายก ทหาร ตำรวจ เพราะเราทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบ มีสามแสนคน ก็พูดคุยสามแสนครั้ง

ผมกล่าวอย่างอาจเอื้อมที่สุดว่า ผมเข้าใจ เข้าใจในพระราชเจตนารมณ์ ที่จะให้พระราชมรดก อันสำคัญยิ่ง
ที่ตกหายไปตลอด 66 ปี ระหว่างทางของประชาธิปไตยไทย ให้ไว้กับคนไทยทุกคน และให้สืบทอดต่อไป
นั่นคือการจัดการความขัดแย้งด้วยตัวของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเห็นต่าง แต่เพื่อให้ร่วมทางกันได้ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันได้
ประชาธิปไตยไม่ใช่จำนวนคนมากน้อย ไม่ใช่แบ่งฝักฝ่าย ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง

และการจัดการความขัดแย้งไม่ใช่เหรอที่จะที่ไม่ใช่ภาพใหญ่อย่างประเทศเท่านั้นที่เป็นอยู่
แต่ตั้งแต่ในบ้าน ในครอบครัว ในองกรณ์ ใบบริษัท ในหมู่เพื่อน ทำให้เราทะเลาะกัน ขัดขากัน
แก่งแย่งกัน

ผมจะเริ่มสิ่งนี้ ไม่ว่ามันจะใช้เวลานานเท่าใ
ถ้าใครเห็นด้วยกับผม ช่วยกุณาเผยแพร่ ต่อยอด อภิปราย เอาไปลองต่อไป
ให้กว้างที่สุด เท่าที่จะเป็นได้

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Truth experience

พฤศจิกายน 21, 2008 at 10:40 pm (พูดถึงธรรม) (, , , , )

โอ๋บอกว่า “เกินไปหน่อยไหม ที่เอาเรื่องที่ชอบ แล้วก็พิมพ์ไปตรงๆ”
ใช่ครับ สองเรื่องก่อนหน้าผมไม่ได้ หามาจากที่ไหน ใช่พิมพ์เอาตรงๆ
พยามวรรคตอนให้สื้อความได้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะประทับใจอย่างยิ่ง ต่อสองเรื่อง ที่จากคนละที่
คนละเล่ม คนละคนแต่ง
แต่เหมือนกันตรงที่ ล้วนสร้างประสบการณ์ อันทรงพลังต่อผม

อย่างไร ???  ประสบการณ์นั้น เกินกำลังสติปัญญาผมจะถ่ายทอดออกมา
ส่วนหนึ่งด้วยเชื่อว่า ถ่ายทอดอย่างไร ก็ไม่อาจเข้าใจจริงๆได้
บอกได้เพียง มันเหมือนสว่างวูบขึ้นมา ร่างกายรับรู้ทุกความรู้สึกตั้งแต่หัวจรดเท้า
ขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นด้วยความสุข ปิติ บางประการ
แต่เหนืออื่นใด เมื่อคุณพบสิ่งนี้ จะเกิดความเข้าใจบางอย่าง บางอย่างที่จะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล
บางครั้งก็รู้สึกว่า ตัวเราเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว
บางครั้งรู้สึกว่า   ก้าวพ้นกรอบธรรมเนียมอันมืดมนให้สว่างขึ้น
บางครั้งก้รู้สึกว่า เข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้นอย่างแท้จริง
บ้างรับรู้ถึงความเป็นหนึ่งรวมกับสภาพแวดล้อม

ผมหาคำเหมาะๆ ที่ใช้แทนว่า “ประสบการณ์ทางธรรม”  เลยใช้ภาษา Eng ว่า Truth Experience
ซึ่งก็ต้องขอบคุณ อ.เสกสรรค์ อีกเช่นเคย

ประสบการณ์ทางธรรม ไม่เลือกที่เกิด ไม่เลือกเวลาเกิด ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ยากดี มีจน
เพียงปัจจัยถึงพร้อมให้เกิดก็เกิด

ใน “อดีตที่หายไป” เสกสรรค์ ทุกข์โศกกับรูปสักการะ ที่แตกกร่อนผุพัง เกินเยียวยาไว้บนหลังตลอดกว่า สามสิบปี
ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องก่อนๆ บ้างจะรู้ว่า ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ใจนักรบประชาชนผู้พ่ายแพ้
เป็นอารมณ์ เดียวดายอย่างโรแมนติก ของแท้นั้น มีเสน่ห์เพียงใด
วันฝนตกได้พาเขาตกสู้ห้วงโศก ถาโถมรุนแรง และเขาก็เลือกที่จะลืม ลืมว่าตัวเองเป็นใคร ลืมว่าเคยทำอะไร
แค่อยู่กับเวลาตอนนี้ ราวกับต้องการหนีอดีตเหล่านั้น สภาพนั้นอยู่หลายวัน กลายเป็นว่า เช้าวันหนึ่งลืมตา
พบกับประสบการณ์ทางธรรม และเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ผมอ่านหนังสือ อ.เสกสรรค์มาหลายเล่ม หลายปีก่อนอ่านแล้ว แม้ยังถือตนเดินทางมาทางธรรมไกลกว่า อ.อยู่
แต่รู้ว่า อ.ติดทรมานกับกับดักบางอย่าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อยากให้อาจารย์ข้ามบ่วงนั้นมาได้
เพราะรู้ดีว่า ขนาดของประสบการณ์ ความรู้ และตัวตนของอาจารย์ เมื่อถูกมองใหม่จะน่าสนใจ และทรงพลังอย่างยิ่ง
จนประสบการณ์ของผมมิอาจเทียบเคียงได้

“ประสบการณ์ทางธรรม” เป็นเรื่องที่ต้องเจอเอง ไปถึงเอง พบเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัส
นิ้วชี้ดวงจันทร์ย่อมมิใช่ดวงจันทร์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

อดีตที่หายไป

พฤศจิกายน 9, 2008 at 10:42 pm (พูดถึงธรรม, อ่านมาเล่าไป) (, , , )

วันนั้นจู่ๆ ฝนก็สาดเม็ดลงมาอย่างหนัก

ผมอยู่บ้านคนเดียวและเหม่อมองสายฝนจากหน้าต่างๆห้องนอน
คล้ายกับสภาพดินฟ้าอากาศ อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกพังทลายทางอารมณ์
และร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น พอฝนหายน้ำตาแห้ง
ผมค่อยถามตัวเองว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ผู้ชายอายุใกล้หกสิบอย่างผมพลันหลั่งน้ำตาราวเด็กน้อย

แน่นอนมันคงต้องเกี่ยวข้องกับความหลังอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย กระนั้นก็ตาม
ความหลังที่ผ่านพ้นใช่ว่าจะเรียกน้ำตาได้เสมอไป
มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของเรื่องราวมองอดีตอย่างไรด้วย

คนสิบขวบอาจไม่สนใจจำว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุห้าขวบ
ส่วนคนอายุยี่สิบอาจหวนนึกถึงวัยสิบขวบมากกว่าคนอายุสิบห้า
คนอายุสี่สิบมองวัยหนุ่มของตนเองแบบหนึ่ง
แต่เรื่องราวเดิมๆ ก็อาจถูกมองต่างไปในยี่สิบปปีถัดไป

ปีนี้อายุผมย่างห้าสิบเจ็ด ร้องไห้ไม่เป็นมาพักใหญ่
จนแทบจะสรุปว่าตัวเองหากไม่ปลงตกกับชีวิต
ก็คงดื้อด้านไม่รู้สึกรู้สากับทุกข์โศกทั้งปวง
ทว่า เป็นเช่นใดไม่แจ้ง วันนั้น… วันที่ฝนตกหนักวันแรกๆ ของฤดู
ผมพลันตกเป็นเชลยของอารมณ์เศร้าอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

มันเริ่มต้นด้วยการนึกถึงผู้คนที่จากไป…
แม่ พ่อ และเพื่อนสนิทจำนวนหนึ่งซึ่งอันที่จริงการย้ายภพของญาติมิตรเหล่านี้ล้วนไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น
ความรู้สึกสูญเสียอาลัยอาวรณ์ก็เหือดจากลงไปมากแล้ว

แม่ตายตอนผมอายุยี่สิบปลายๆ จำได้ว่าผมฝันถึงแม่แทบทุดคืนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี
บ่อยครั้งตื่นกลางดึกด้วยเหตุนี้ บางทีพบตั้วเองน้ำตาริน แต่นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อนานมากแล้ว

พ่อจากไปตอนผมอายุใกล้สี่สิบ ถึงจะไม่รวดร้าวเท่ากับตอนสูญเสียแม่
แต่ผมก็เสียน้ำตาและไม่พูดอะไรกับใครไปหลายวัน
ปัจจุบันนึกถึงพ่อกลับไม่มีอารมณ์แบบนั้น

เพื่อนรักไม่ต่ำกว่าห้าคนจากไปตั้งแต่ผมอายุไม่ถึงห้าสิบ
การสูญเสียพวกเขาไม่เพียงทำให้โลกของผมหดเล็กลง หากยังต้องเลิกคิดฝันในบางเรื่องราว

เช่นเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ก่อนพลัดพรากกันไม่นานยังบอกว่า
เตรียมกระท่อมไว้ให้ผมนั่งเขียนหนังสือในสวนทางภาคเหนือ
อีกคนเป็นสหายร่วมศึกที่พึ่งประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
ก่อนจากไปเคยสัญญาจะแบ่งกันกินแบ่งกันใช้กับผมจนแก่เฒ่า
ยังไม่ต้องเ่อ่ยถึงสหายรักอีกคนหนึ่งเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง
หลังประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัลว่าใครจะทำอะไรผม คงต้องข้ามศพเขาไปก่อน…

แต่พูดก็พูดเถอะ ทุกวันนี้แม้ยังคิดถึงเพื่อนอยู่เป็นระยะ ๆ
ผมก็ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

ถามว่า แล้วทำไมผมยังเสียอกเสียใจอะไรอีกเวลานึกถึงผุ้จากไปทั้งปวง

คำตอบคือ วันนั้นผมไม่เพียงนึกถึงพวกเขา หากยังนึกต่อไปด้วยว่า ชีวิตแท้จริงแล้วอาจมีเพียงแค่นี้………

ใช่ ผมหมายถึงว่ เกิดมา ตายไป ถูกคนที่ยังไม่ตายจำได้สักพักหนึ่ง
จากนั้นคนที่ยังไม่เกิดก็จะหลั่งไหลมาแทนที่ส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่อยากรู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีใครเกิดมาบ้าง

ไม่ทราบว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร แต่ผมเห็นว่า ความรู้สึกนึกคิดดังกล่าว
มันชวนหดหู่ เสียยิ่งกว่าการพลัดพรากกับญาติมิตรเป็นรายบุคคล

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า วันนั้นผมพานนึกถึงตัวเองอยู่ไม่น้อย….

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ความรู้สึกตอนที่พ่อแม่และเพื่อนพ้องจากไปใหม่ๆ
เพราะฉะนั้นผมจึงแอบหวังว่า เมื่อสูงวัยขึ้นอีกขั้น ผมอาจก้าวพ้นมันไปได้
คนเรามองอดีตอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าจะมองมันเมื่อใด
เพราะมุมมองของแต่ละคนมักจะเปลี่ยนไปตามอายุขัยและวันเวลา

กล่าวเช่นนี้แล้ว เราจะพบว่าอดีตมักถูกปัจจุบันจับมาจำแนกแยกแยะใหม่อยู่เสมอ
และบางทีก็ถูกสังเคราะห์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันด้วย ปัจจุบันคิดอย่างไร
ควาทรงจำหนหลังก็ถูกนำมาไว้ในกรอบคิดอย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาหนึ่งบางคนอาจไม่อยากเอ่ยถึงรักแรก เพราะอับอายขายหน้า
หรือเจ็บปวดเกินไปที่จะบอกใคร ต่อมาเมื่อเติบใหญ่จิตใจกว้างขวางขึ้นก็อาจจะเล่าให้คนอื่นฟังได้โดยไม่กล่าวโทษผู้อื่น
จากนั้นยิ่งสูงวัยมีวุฒิภาวะบางทีกลับเห็นเรื่องเดิมทั้งน่าขันทั้งน่าเล่าเป็นบทเรียน

เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความล้มเหลว หรือกรณีขัดแย้งต่างๆ ก็เช่นกัน
เมื่ออายุมากขึ้นเราก็จะมองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ความผิดพลาดที่เคยทำให้ทุกข์ร้อนทุรนทุรายถึงวัยหนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องที่เราพอใจและภูมิใจที่ผ่านมันมาได้
ครั้นในวัยถัดมาอาจรู้สึกเฉยๆ สุดท้ายแล้วอดีตเหล่านี้อาจไม่มีแม้แต่ในความทรงจำ

ในทำนองเดียวกัน ความสำเร็จที่ทำให้เราตื่นเต้นลิงโลดอยากให้เป็นเรื่องเล่าประจำตระกูล
วันหนึ่งก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ผู้คนที่เริ่มชรามักชินชากับความสำเร็จภายนอก ดังนั้นมุมมองต่ออดีต อาจใช้วัดการเติบโตของแต่ละท่านได้

อย่าว่าแต่เติบโตทางใจเลย การเติบโตทางกายบางทีก็ส่งผลให้เรามองภาพแห่งความหลังผิดแผกจากเดิม
ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เห็นพ่อของตัวเองเป็นชายร่างยักษ์
แต่พอเติบโตเป็นหนุ่ม จึงพบว่าแท้จริงแล้วพ่อสูงเกินไหล่ผมมานิดเดียว
ยิ่งอายุมากขึ้นเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน ภาพพ่อในความทรงจำกลับกลายเป็นผู้เฒ่าร่างเล็ก หนวดเคราขาวโพลน

แน่นอน สำหรับลูกผู้ชายที่โตเต็มที่ คงไม่มีใครนึกถึงพ่อบ่อยนัก ผมเองก็เป็นเช่นนั้นเมื่อไม่นานมานี้
ทั้งนี้เนื่องเพราะเวลาดูกระจกเงา ผมเริ่มเห็นหน้าพ่ออยู่ในหน้าตัวเอง…

แต่ก็ิีอีกนั่นแหละ การเติบโตของผู้คนนับเป็นเรื่องที่ทั้งไม่เท่าเทียมกันและมิอาจรับเหมาโตแทน
ด้วยเหตุนี้จึงบังเกิดเรื่องราวคับแค้นอันเนื่องจากอดีตอยู่มากมาย

ใช่หรือไม่ว่าขณะที่ยังถอนตัวจากเรื่องราวหนหลังไม่ได้
หลายคนอาจถูกพัดพาไปสู่การแสดงซ้ำซากทางอารมณ์
เกิดเป็นจุดบอดทางจิตวิญญาณ และกลายเป็นคนซึ่งถ้าไม่น่าเบื่อ
ก็อาจก่อเรื่องอันตราย ต่อให้เราเขาใจมิตรสหายเหล่านี้ก็ช่วยอะไรได้ยาก
หากเจ้าตัวไม่พร้อมที่จะโตพ้นบาดแผลเดิม

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว คนเราจะเติืบโตขึ้นได้บ้างก็ต่อเมื่อรู้จักที่จะลืมว่าตัวเองเป็นใคร
กระทั่งอย่าไปใส่ใจมัน

วันนั้น…. ฟ้าหลังฝน คนหลั่งน้ำตา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจมดิ่งลงสู่หุบห้วงความทรงจำ
ผมเพียงแต่มองมันในมุมที่กว้างมากกว่าเดิมจากประสบการณ์ที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพัง
ผมรู้ชัดว่าไม่ได้ร้องไห้เพราะสุญเสยสิ่งใด และยิ่งไม่ได้หลั่งน้ำตาเพราะรู้สึกสงสารตัวเอง
ในวูบนั้นผมเพียงเข้าใจว่า อดีตสามารถตกหายได้ …..

และปัจจุบันอาจตกหายด้วยถ้าเราลืมอยู่กับมัน

ธันวาคม 2548

จาก วันที่ถอดหมวก
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

นิ้วชี้มิใช่ดวงจันทร์

พฤศจิกายน 7, 2008 at 10:50 pm (พูดถึงธรรม, อ่านมาเล่าไป) (, , )

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระสาลีบุตรได้นำ ทีฆนขะดาบส
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อแลกเปลี่ยนธรรม ใจความว่า

ทีฆนขะดาบส  ทูลถามพระพุทธองศ์ว่า
“พระสมณโคดมผู้เจริญ คำสอนของท่านเป็นเช่นไร ลัทธิของท่านมีอะไรบ้าง
สำหรับแนวทางของของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิเสธลัทธิและทฤษฎีทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สังกัดความเชื่อใด”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“ท่านสังกัดอยู่กับลัทธิซึ่งไม่เชื่อลัทธิใด ใช่หรือไม่ ท่านเชื่อในอนิสรณวาที
อันเป็นลัทธิแห่งความไม่เชื่อ ใช่หรือไม่”

ทีฆนขะถึงกับผงะเล็กน้อย
“พระสมณะโคดม สิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่เชื่อ มิใช่ประเด็นสำคัญ”

พระพุทธเจ้าทรงดำรัสอย่างอ่อนโยนว่า
“เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเชื่อของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เขาย่อมสูญเสียอิสรภาพทั้งหมด
เมื่อหลงงมงายในลัทธิ เขามักเชื่อว่าลัทธิของเขาเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียว และลัทธิอื่นทั้งปวงเป็นของเหลวไหล
การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งทั้งมวลมักเกิดขึ้นจากทัศนะอันคับแคบนี้
ความขัดแย้งจะขยายกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
ทำให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไป และบางคราวถึงกับนำไปสู่สงคราม
การยึดติดในความคิดเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดที่ขัดขวางหนทางแห่งจิตวิญญาณ
การผูกพันธนาการอยู่กับความคิดอันคับแคบ บุคคลย่อมถูกปิดกั้นไว้จนกระทั่งไม่ยอมให้ประตูแห่งสัจจะเปิดเข้ามาได้”

ทีฆนขะถามว่า
“แต่คำสอนของท่านนั้นเป็นอย่างไรเล่า หากใครบางคนดำเนินตามคำสอนของท่านแล้ว
เขาจะถูกจองจำด้วยทัศนะอันคับแคบหรือไม่”

“คำสอนของตถาคตมิใช่คัมภีร์หรือปรัชญา ทั้งมิใช่ผลจากความคิด
หรือการอนุมานเหมือนกับปรัชญาทั้งหลาย
การอนุมานและความคิดที่เกี่ยวกับความจริงก็เป็นเสมือนฝูงมดที่ไต่รอบๆ ขอบชาม
พวกมักไม่ได้เดินไปถึงไหนเลย คำสอนของตถาคตไม่ใช่ปรัชญา
หากเป็นผลจากประสบการณ์โดยตรง ท่านสามารถประจักษ์ในสิ่งเหล่านี้ด้วยประสบการณ์ของท่านเอง
ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน ท่านสามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้เช่นกัน
ตถาคตสอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น พัฒนาและดับไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยอื่นทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว
เป้าหมายของตถาคตไม่ได้อยู่ที่การอธิบายจักรวาล แต่อยู่ที่การช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์โดยตรงกับความจริง
ถ้อยคำไม่สารถอธิบายความจริงได้ มีแต่ประสบการณ์โดยตรงเท่านั้นจึงสามารถช่วยให้เราเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสัจจะ”

ทีฆนขะอุทานขึ้นว่า
“มหัศจรรย์หนอ มหัศจรรย์หนอ พระสมณโคดม แต่จะเกิดอะไรขึ้นเล่า หากบุคคลยังเข้าใจคำสอนของท่านก็เป็นแค่ลัทธิอย่างหนึ่ง”

“ทีฆนขะ นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก คำสอนของตถาคตมิใช่ลัทธิหรือคำภีร์อย่างหนึ่ง
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีบางคนที่หลงเข้าใจผิดเช่นนั้น ตถาคตต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
คำสอนของตถาคตเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการบรรลุความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงนั้นเอง
เช่นเดียวนิ้วชี้ไปดวงจันทร์ย่อมมิใช่ดวงจันทร์เสียเอง
บุคคลที่ฉลาดย่อมอาศัยนิ้วชี้ให้มองเห็นดวงจันทร์  บุคคลใดเพียงเพ่งมองที่นิ้วและเข้าใจผิดว่านิ้วเป็นดวงจันทร์แล้วไซร้
บุคคลนั้นไม่มีทางมองเป็นดวงจันทร์ที่แท้จริงได้เลย คำสอนของตถาคตเป็นมรรคาแห่งการปฏิบัติ มิใช่อะไรไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา
คำสอนของตถาคตเป็นประดุจพ่วงแพใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะแบกแพเทิ่งๆ ไป หลังข้ามไปอีกฝั่งได้แล้ว นั่นคือฝั่งแห่งวิมุตติ”

หน้า 25-28  คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ เล่มที่ 2 (วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่)
ติช นัท ฮันห์ ประพันธ์
รสนา โตสิตระกูล,สันติสุข โสภณสิริ แปล

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น