กินเต่าเพื่อ Vitamin A
วันนี้ผมนั่งดูรายการทีวี เล่นมุขอย่างฮา ทำเอาแฟนผม
เอาหัวโขกผนังตู้ด้วยความขำ โดยมีอยู่ว่า
ครู : อาหารใดกินแล้วได้ Vitamin A สูงที่สุด
นักเรียน : กระเพาเต่าราดข้าวครับ
ครู : อ้าว ทำไมไม่เป็นผักบุ้งล่ะ
นักเรียน :ครูครับ เต่ากินไรเป็นอาหาร
ครู :ผักบุ้ง
นักเรียน : ก็นั่นไงครับ ถ้าเรากินเต่า ที่กินผักบุ้งมาทั้งชีวิตเป็นอาหาร
ก็เท่ากับเรากิน Vitamin A มากกว่า ผักบุ้งอย่างแน่นอนน
พอจะขำไหมครับ
แต่ใน บริบทในทีวี ผมว่ามันขำมากเลยล่ะครับ ขำจนผมเอามาพูดซ้ำ
แต่ ผมว่ามันก็น่าคิดนะครับ
น่าคิดว่า อะไรทำให้มันไม่จริง ทั้งๆที่ คำอธิบายมี Logic(หลักเหตุผล) อยู่พอควรเลย
ลองคิดดูสิครับว่าหากบริบท หรือสถานการณ์ด้านบนเปลี่ยนไป
คนพูดไม่ใช่ นักเรียน ในห้องเรียน ไม่ใช่ในรายการตลกเบาสมอง
แต่เป็นหนังสือพิมพ์ หรือข่าว และคนพูดเป็น หมอ หรือ นักวิจัย
“กินเนื้อเต่ามี Vitamin A สูงนะครับ ดูสิครับเพราะเต่ากินผักบุ้งทุกวันนั่นเอง”
มันจะเปลี่ยนไปขนาดไหน จะมีคนเชื่อทันที กี่คน
ที่ผมอยากบอกก็คือ พลังของ Logic หรือหลักเหตุผล เบี้ยวๆ
หลักเหตุผล คือการอธิบาย ว่า มันเป็นอย่างนี้เพราะ ….
หลักเหตุผลเป็นเครื่องมือครับ เครื่องมือเพื่อพยามอธิบาย
ซึ่งมันไม่สำเร็จรูปว่า ถ้าเป็นไปตามหลักนี้แล้วมันก็จะถูกต้อง
และโดยส่วนใหญ่ ไอ้เหตุผลเบี้ยวๆเนี่ย มันสร้างจากสามัญสำนึก
Common sense ซึ่งผมขอหมายถึง การตอบสนอง แบ่งกลุ่ม ตัดสิน สิ่งต่างๆที่เข้ามา
อย่างไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องถามหาที่มา
ผมหมายถึง ถ้าคุณ บอกว่า เนี่ย Common sense หมายถึง เนี่ย ไม่ต้องอธิบายแล้ว
มันต้องเป็นอย่างนี้แหละ ไอ้เนี่ยแหละ ที่ทำมันเบี้ยวอยู่ต่อไป
ผมยกตัวอย่างนะครับ ตอนผมเริ่มเรียน ม.ปลาย
มีคำถามว่า ถ้าปล่อยขนนก กับ ก้นหินให้ตก อะไรจะถึงพื้นก่อนกัน
คำตอบคือ
เท่ากันครับ หรือถ้าเปลี่ยนเป็น หิน ก้อนเล็ก กับก่อนใหญ่ก็เท่ากัน
แต่มันไม่ใช่เรื่อง สามัญสำนึกแน่ครับ เพราะเด็ก ร้อยทั้งร้อยที่ยังไม่เคยรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง
ก็จะตอบว่า หินตกก่อนขนนก ก้อนใหญ่ถึงก่อนก้อนเล็ก
สำนึกที่ถูกต้อง คือต้องพิสูจน์แล้วครับ
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ ไอ้คนกล้าบอกคนแรก ต้องวิ่งขึ้นหอเอน เพื่อปล่อย
หิน กัน ขนนก เพื่อทดสอบให้คนดูว่ามันตกลงมาพร้อมกัน
ซึ่งก่อนหน้านั้น แนวคิดหลักเหตุและผล เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัย เพลโต โสเครติส
(ตามสายประวัติศาสตร์ตะวักตกนะครับ ที่อื่นไม่มีข้อมูล) ซึ่งใช้หลักเหตุผลเนี่ยอธิบายโลก
จนผู้คน(ตะวันตกอีกนั่นแหละ) ยกให้เป็น นักปราชญ์ ผู้ยิ่งใหญ่ อธิบายการตกของก้อนหินว่า
โลก ซึ่งเป็นดินอันยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนแม่ ลูกคนโต (หินก้อนใหญ่) ย่อมแข็งแรงและวิ่ง(ตก)
ถึงตัวแม่ก่อน ลูกคนเล็ก(หินก้อนเล็ก) หรือ แนวคิด I think therefore I am. ฉันคิดฉันถึงมีอยู่
ก็เพราะสงสัยในความจริงของสิ่งรอบข้าง หรือบอกว่า
ดวงดาวทั้งมวลหมุนรอบกรีกและแบน สำนึกนี้ถ่ายถอดไป โรมันจน คนกล้าที่จะเลือก พูดความจริงดีแล้วตาย
ดีกว่า ให้พูดโกหกอย่าง กาลิเลโอ ตาบอด และตายในคุก ก็ยังจะยืนยันข้อเท็จจริงที่เหนือกว่าสามัญสำนึก
เราตั้งสมมติฐานได้ครับ แต่เราต้องสำนึกรู้ว่า เราอยู่บนสมมติฐาน
และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ ความจริงที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าย่อมจริงกว่า ความจริงแห่งสำนึกครับ
Lehman brother
ตามเทรนด์ กันหน่อยครับ ไม่ได้เขียนมานาน
กลับมาตอนนี้ ก็ต้อง กรณี ของพี่น้อง เลห์แมน อายุ 158 ปี
ซึ่ง ล้มละลายไปหลายวันก่อน คำถามสำคัญ ที่ไม่มีในข่าวทั่วไปก็คือ
ทำไม บ.วานิชธนกิจ (ธุรกิจ อสังหา และการเงิน) อับดับ 4 ของอเมริกา
ที่มีทรัพย์สิน เป็น แสนแสนล้าน บาท จะล้มละลายปิดกิจการลงได้
เมื่อวานผมก็เข้าใจมากขึ้น ว่ามันเกิดจาก นโยบายที่ผิดพลาด
กับความโลภ
เมื่อปีก่อน เกิดปัญหา Sub prime นั่นคือจิ๊กซอร์ ครับ
แต่ผมจะย้อนไปก่อนหน้านั้น ซัก 2 ปี ครับ ถ้าสนใจด้านการเงินซะหน่อยจะรู้ว่า
มีช่วงเวลาหนึ่ง ที่ดอกเบี้ย บ้านเรา(ความจริงคือทั่วโลก) ถูกแสนถูก กู้ซื้อบ้านกันร้อยละ 2-4
สบายๆ เสี่ยงหน่อย ก็ยัง ร้อยละ 4-6 เท่านั้น เงินฝากเองเรียกว่า ไม่มีดอกเลย
ซึ่งก็เพราะอ้างอิง ดอกเบี้ย อเมริกา ที่ต่ำเตี้ยติดดิน ร้อยละ 0.75 จากการลดดอกเรื่อยๆ
เพราะกลัวภาวะวารถดถอยของเศรษฐกิจ ใน USA
แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้ บ.ทางการเงิน ที่ต้องหากำไรจากดอกเบี้ย เพื่อให้ ผู้ถือหุ้นพอใจ อย่าง
แบร์เสติร์น เลห์แมน บราห์เทอร์ หรือแม้แต่ AIG เอง ก็ต้อง ดิ้นรนหาผลตอบแทนจาก กองเงินที่มี
จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เงิน ยัดใส่มือให้คนเอาไปใช้ สร้างให้คนอเมริกา ซื้อบ้านใหญ่ขึ้น
ซื้อของมากขึ้น
ถ้านึกให้ดี เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในไทย ในช่วงเดียวกัน ที่ บ.บัตรเครดิต
บ.เงินกู้ เกิดและเปิดสาขาเป็นดอกเห็ด หาง่ายราวกับ 7-11 เพื่อให้เรากู้ให้ได้
ตอนนี้เอง ที่ Sub prime มาเป็นคำตอบ คำตอบของฝันที่แบบอเมริกา
คือให้โอกาส กู้ซื้อ อสังหา ถึงแม้เงื่อนไขทั่วไปของการกู้(prime)จะไม่พอ ก็ตาม
แลกกับยอมเสียดอกเบี้ย มากหน่อยเท่านั้น
แต่ยังไม่จบ เพราะตลาดมันขยายตัวมาก ฝันอเมริกัน ก็เริ่มขยายตามจากบ้าน 100 ตรม.
ก็อยากได้ 200 จากนอกเมือง ก็อยากได้ downtown
ทางสถาบัน เมื่อมีคนอยากกู้ ก็หมายถึงดอกเบี้ย ขนเงินในคลังทั้งหมดมาให้กู้แล้วยังต้องการอีก
ก็ใช้ เครดิตอันดีเลิศของตัวเอง อย่าง AIG คือ AAA ออกตราสารหนี้(กู้มาอีกทีนั่นแหละ) ดอกร้อยละ 3 มาปล่อยต่อ ร้อยละ 7
สบายๆ 4 % แต่เมื่อ เงินต้น คืนไม่ได้ เงินผ่อนก็ไม่ผ่อน ดอกเบี้ยอย่ามาหวัง
แล้วที่กู้ให้กู้อีกที ก็……..
ประมานนี้ครับ