Chaos Theory
Chaos Theory หมายถึง ทฤษฎีแห่งความสับสนวุ่นวาย ในอีกชื่อหนึ่งว่า Butterfly Effect
หลักสำคัญกล่าวไว้ว่า
” ในห้วงยามที่สับสนวุ่นวาย แม้กระทั่งผีเสื้อกระพือปีก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่นได้”
เห็นด้วยกับผมไหมว่า ห้วงยามนี้สำหรับการเมืองไทยนี่แหละ คือห้วงยามที่สับสนวุ่นวาย ส่วนพวกเราก็เป็นผีเสื้อที่สามารถทำให้เกิดไต้ฝุ่นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ เหมือนกัน
วาบความคิดของผมรู้สึกว่า ประเทศเราเดินมาถึงทางสองแพร่ง จนถึงตอนนี้อาจเป็นสามแพร่งแล้ว ของประชาธิปไตยกล่าวคือ เราเลือกว่าจะ
เราเลือกว่าจะยอมลด เสรีภาพทางการเมือง(ผมหมายถึง กูก็เป็นเจ้าของประเทศเหมือนกันเฟ้ย กูก็มีสิทธิกำหนดชะตาตัวเองเฟ้ย) แล้วฝากอนาคตให้กับคุณทักษิณ เพราะเหตุว่า ถ้าจะเลือกให้คุณทักษิณฟอกโดยระบบที่เขาควบคุมได้ ก็เท่ากับปล่อยให้กลับมาอย่างไม่ต้องฟังใครอีก ฝ่ายอื่นๆ ก็จะเริ่มอ่อนแอลง แล้วผลนั้นก็เป็นได้สองทาง
1. ลีกวนยู รัฐบุรุษ แห่งสิงคโปร์ ความสามารถเป็นที่ประจักอยู่แล้วสำหรับสิงคโปร์ ทำให้ยังครองอำนาจมาอีก 2 รุ่น ยกเป็นพ่อของแผ่นดินไปแล้ว ( http://en.wikipedia.org/wiki/Lee_Kuan_Yew )
2. Ferdinand E. Marcos แห่ง ฟิลิปปินส์ ที่ต้องหนีออกประตูหลังทำเนียบหอบลูกเมียลงเรือหนีออกนอกประเทศไป( http://en.wikipedia.org/wiki/Ferdinand_E._Marcos )
ซึ่งทั้งสองทางไม่ได้อยู่ในมือเรา แต่ขึ้นกับคุณทักษิณ
อีกทางหนึ่งเรายืนยันในความเป็นเจ้า ของประเทศ ในการแสดงออกถึงเสรีภาพ หมายถึงเราไม่เชื่อตัวบุคคล เราเชื่อว่าจะต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล เราเชื่อในการมีส่วนในการตัดสินใจภาครัฐ
ผมไม่ได้บอกว่าถ้าเลือกทางนี้ คุณทักษิณ จะไม่สามารถกลับมาเป็นนายกได้นะครับ แต่ผมเชื่อว่าถ้าที่ผ่านมาการตรวจสอบทำงานอย่างเข้มข้น จริงจัง ผมเชื่อว่า เห็นการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น
แต่แน่นอน เสรีภาพก็ต้องแลกเปลี่ยนกับ เวลา มีอดีตนายกท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า(จำไม่ได้ว่าใครน่ะ)
” ประชาธิปไตย ไม่ใช่รถด่วนพิเศษ แต่เป็นรถไฟธรรมดา ”
ยังมีทางแยกย่อยที่เกิดขึ้นมาในทางนี้อีก นั่นคือ คำถามว่า เราจะดึงเอาอำนาจนอกระบบระชาธิปไตยมาจัดการแก้ปัญหาตอนนี้หรือไม่
ในทางแยกย่อยสองทางนี้ เป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ ด้วยภูมิรู้ที่น้อยนิด น้อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนิดจริงๆ
ด้วยความน้อยนิดนี้ขออ้างถึงหลักการใหญ่ที่มีการกล่าวเอาไว้ว่า
“ประชาธิปไตย เป็นทั้งเป้าหมายและกระบวนการ ”
นั่นหมายถึงการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง (ผมหมายถึงการแสวงหาจุดร่วมอันเป็นที่ยอมรับได้มากที่สุดของทุกฝ่าย แม้จุดร่วมจะเอนไปทางคนส่วนใหญ่ แต่ก็ยืนอยู่บนพื้นฐานว่าเคารพส่วนน้อย และคนส่วนน้อยเคารพและเชื่อมั่นในวิธีการตัดสินเป็นที่ตั้ง) ก็ต้องดำเนินการมาด้วยระบอบประชาธิปไตยด้วย ( http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/382 ) ( http://midnightuniv.org/midnight2545/document95147.html )
การดึงอำนาจนอกระบบมาจึงไม่เป็นประชาธิปไตยในกระบวนการของมัน
แต่การเดินไปตามครรลองประชาธิปไตย ในตอนนี้ของไทยก็เป็นเรื่องที่ สุ่มเสี่ยง เหมือนเดินอยู่บนสะพานแคบที่พร้อมจะตกไปสู่เหวแห่งการปะทะกันอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราเดินผ่านไปได้ ก็เรียกได้ว่าประเทศเราเดินผ่านทางยากยิ่งได้อย่างสง่างาม และผมหวังว่านั่นหมายถึงประชาธิปไตยไทยนั้น เติบโตพอที่จะเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวของตัวเองได้แล้ว
ส่วนต่อมาของ Chaos Theory พูดถึงภาวะหลังความสับสนวุ่นวายว่า จะอยู่ในสภาวะมั่นคง (Steady Stage) ในสภาวะนี้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ยาก การกระทำใดๆ นอกกระแสหลัก ยากที่จะมีนัยยะสำคัญได้
( http://www.imho.com/grae/chaos/chaos.html ) และยังมีหนังสือภาษาไทยด้วยครับ ชื่อว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบ
///———————-///
ตอบโบ๊ท ย้ายบ้านใหม่เลยล่ะ 55 ขอบคุณมาก
ปล. กลายเป็น Blog การเมืองไปแล้วครับ จะมีคนอ่านไหมเนี่ย