The Sound Of Silence

พฤศจิกายน 8, 2009 at 2:41 pm (เสพสิ่งสร้างสรรค์) (, , , , , , , , )

The Sound of Silence – Simon & Garfunkel

Hello darkness, my old friend
I’ve come to talk with you again
Because a vision softly creeping
Left its seeds while I was sleeping
And the vision that was planted in my brain
Still remains
Within the sound of silence

In restless dreams I walked alone
Narrow streets of cobblestone
‘Neath the halo of a street lamp
I turn my collar to the cold and damp
When my eyes were stabbed by the flash of a neon light
That split the night
And touched the sound of silence

And in the naked light I saw
Ten thousand people maybe more
People talking without speaking
People hearing without listening
People writing songs that voices never shared
No one dared
Disturb the sound of silence

“Fools,” said I, “you do not know
Silence like a cancer grows
Hear my words that I might teach you
Take my arms that I might reach you”
But my words like silent raindrops fell
And echoed in the wells of silence

And the people bowed and prayed
To the neon god they made
And the sign flashed out its warning
In the words that it was forming
And the sign said “The words of the prophets are written on the subway walls
And tenement halls
And whispered in the sound of silence

สวัสดีความมืดเพื่อนเก่า
เรามาทักทายกันอีกหน
ภาพฝันคืบคลานมาอย่างแยบยล
เมล็ดพันธุ์ฝันหล่นฝังในจินตนาการ

ยังคงอยู่อย่างนั้น
เสียงแห่งความเงียบงันยังขับขาน
เดินลำพังในฝันอันเนิ่นนาน
ผ่านถนนแคบแอบแสงสลัวจากเสาไฟ

ห่อห่มตัวหนีห่างความหนาวชื้น
ยืนตะลึงจากแสงวาบสว่างไสว
แยกคืนและคั่นวันออกไป
และนั่นไงสัมผัสเสียงอันเงียบงัน

ผู้คนมากมายภายใต้แสงอันว่างเปล่า
ได้ยินคำบอกเล่าโดยไม่หัน
เสวนาโดยไร้คำพร่ำรำพัน
ไม่ปันเสียงประพันธ์เพลงบรรเลงใจ

ไม่มีใครกล้าส่งเสียงผ่านเสียงเพรียก
ฉันกู่ก้องร้องเรียก “ผู้ไม่รู้อะไร จะโง่ไปถึงไหน
ความเงียบงันดั่งมะเร็งกำเริบเติบโตไป
จับมือฉันไว้ ตั้งใจฟัง อาจสอนคน”

คำฉันคล้ายสายฝนหล่นเพียงแผ่ว
ดั่งเสียงแก้วหล่นร่วงจากเวหน
สะท้อนเสียงก้องกังวานผ่านเวียนวน
ไม่ผ่านพ้นห้องแห่งเสียงอันเงียบงัน

ผู้คนก้มลงกราบกล่าวภาวนา
ต่อหน้าพระเจ้าเขาสร้างฝัน
วาบแห่งแสงสัญลักษณ์จักเตือนกัน
คำแห่งความหมายนั้นหาได้จากที่ใด

ความรัักความหมายนั้นหาได้ในทุกที่
ขอแค่มีดวงใจที่เปิดไว้
บนท้องถนนหรือในห้องมองออกไป
มีอยู่ในเสียงกระซิบเพลงบทแผ่วอันเงียบงัน

แปลโดยคุณณต ดูได้ที่นี่
แปลได้ยอดเยี่ยมและงดงามมาก ขอบคุณนะครับ

Pual Simon แต่งและร้องเพลงนี้ ตั้งแต่ปี 1964 แต่มาโด่งดังในปี 1966
และยังมาเป็นเพลงประกอบหนัง the Graduate (1967) (ไม่ได้ดูครับ)
ถูกใช้อีกในหนังเรื่อง WATCHMEN(2009) ฉากงานศพของ the COMEDIAN
ราวกับจะบอกถึงเสียงแห่งความเงียบที่ค่อยๆ ดังขึ้นในจิตใจของเหล่าฮีโร่ที่ถูกปฏิเสธ
ว่าความปรารถนาที่คิดว่าสวยงาม และดีงามของพวกเขาก็ได้แต่เพียงดังอยู่ในความเงียบ

Read the rest of this entry »

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

สตรีบรรพ-ตัวตนและอิสรภาพที่พร่าเลือน

พฤศจิกายน 4, 2009 at 12:01 am (เสพสิ่งสร้างสรรค์)

สตรีบรรพ1

แล้วพวกเธอก็ต้องดิ้นรนวิ่ง กระเสือกกระสนไปตามกัน
ท่ามกลางเสียงพายุพัดหวีดหวิวไม่ขาดสาย
ทั้งบางช่วงบางตอนถูกฉุกกระชาก โดยมิต้องไต่ถาม
ลากไปโน่นที ลากมานี่ที ผลักใสไปให้ตกอยู่ในสถานการณ์
ที่ไม่มีทางเลือก

ปากเปิดกว้างราวกับจะส่งเสียงให้ดังที่สุด ใบหน้าแสดงความเจ็บปวด
มันคงเป็นความเจ็บปวดบาดลึกอยูในอก หรือราวหัวใจโดนบีบขยี้
แต่ไร้ซึ่งเสียง เพียงเพราะเธอเห็นของใช้ที่อยู่ในกล่อง
แต่ไม่ได้เป็นเพียงของใช้ มันเป็นเศษศพจากสงคราม
และเศษศพเหล่านั้น เป็นคนที่เธอรัก หรือเคยรัก

สตรีบรรพ2

สตรีบรรพ3

การแสดงเล็กๆ บนเวที ดึงผู้คนหลายร้อยคนที่สวนนั้นได้อยู่หมัด
การเคลื่อนไหวของพวกเธอนั้น แทนคำพูดมากมาย
ในตอนแรกจากชื่อ มหาภารตะ-สตรีบรรพ ผมยังสงสัยอยู่ว่าคืออะไร
ต่อเมื่อแสดงจบ ผู้กำกับได้มาอธิบายให้ฟัง

สตรีบรรพ เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ
หลังจากสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรเสร็จสิ้น และเหล่าสตรี
ของทั้งสองฝ่ายเข้ามาตามหาศพ หรือร่องรอยของคนอันเป็นที่รัก
ในตอนนั้นไม่มี ฝ่ายเการพ หรือ ฝ่ายปาณฑพ อีกแล้ว มีเพียงฝ่ายสูญเสีย
และฝ่ายสูญเสียจากความรุนแรงไม่ว่าชนิดใด อยู่คู่โลกเป็นมหากาพเช่นกัน

มหาภารตะ เป็นเรื่องราวของสองกลุ่มพี่น้อง ที่มีปู่เป็นคนเดียวกัน
ในราชวงศ์กุรุ ดำเนินเรื่องด้วยการลุกไล่ของพี่น้องเการพ
ทำให้ฝ่ายพี่น้องปาณฑพต้องเร่ร่อน รอนแรมไปตามที่ต่างๆ

แต่แล้วก็มีอันต้องรวบรวมไพร่พลมาสู้กัน
ที่ทุ่งกุรุเกษตร เป็นเวลา 18 วัน
ฝ่ายเการพที่มีกำลังรบ 11 อักเษาหิณี
ฝ่ายปาณฑพที่มีกำลังรบ 7 อักเษาหิณี
ซึ่งรวมจากทั่วดินแดนชมพูทวีปในสมัยนั้น
1 อักเษาหิณี ประกอบด้วยกองรบช้าง 21,780 เชือก รถรบ 21,870 คัน
กองรบม้า 65,610 ตัว ทหารราบ 109,350 คน
เท่ากับว่าสองฝ่ายมีกำลังรบรวมกัน เกินกว่า 2 ล้านคน

ผ่านไป 18 วันเหลือผู้รอดชีวิตอยู่ 12 คน

ตัวละครอีกตัวที่สำคัญขาดไม่ได้คือ พระกฤษณะ นั่นคือ นารายณ์อวตาร
ที่เรียกว่า กฤษณาวตาร มีส่วนสำคัญต่อผลแพ้ชนะอย่างมาก

ชื่อส่วนหลังขอยืมมาจากเพื่อนสมตี๋ ชมได้ที่นี่

ข้อมูลเกี่ยวกับมหาภารตะมาจาก wikipedia ครับ

รับชมละครเวทีดีๆ ได้ที่งาน bangkok theater Festival ถึงวันที่ 8 นี้นะครับ

ลิงค์อ้างถึง 5 ความเห็น

Conversation : Love story

พฤศจิกายน 1, 2009 at 2:48 am (อ่านมาเล่าไป, เสพสิ่งสร้างสรรค์) (, , , , )

ปกติหนังรักไม่มีภาคต่อนะ(อย่างน้อยก็เท่าที่ผมจะนึกออก)
แต่มีอยู่เรื่องนึงที่มีภาคต่อ

Before Sunrise (1995)  และ Before Sunset (2004)

before sunrisebefore sunset

หนังรักภาคต่อที่ใช้ นักแสดง คนเดิม ที่สร้างห่างกัน 9 ปี

Ethan Hawkes ที่รับบท Jesse กับ Julie Delphy ที่เล่นเป็น Celine
และผมก็เคยดูทั้งสองเรื่อง แต่ดูไม่ตลอดลอดฝั่งซักเรื่อง
แต่ก็ไม่ลืมทั้งสองเรื่อง จะเรียกว่า spoil ไหมถ้าจะบอกว่า
เป็นเพราะ สองเรื่องนี้มีการนำเสนอความรักที่ต่างแปลก

คือตลอดเรื่องเกิดในช่วงหนึ่งวัน และทั่งคู่ก็เดินพูดคุยกันไปเรื่อยๆ
เพียงคุยกันไปเรื่อยๆ พวกเขาก็รักกัน สัญญาว่าหกเดือนให้หลังจะมาเจอกัน

แต่ความจริงเขามาเจอกัน 9 ปีให้หลัง ที่ต่างคนต่างชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว
แต่ก็ยังมาแลกเปลี่ยนชีวิตกันได้อีกครั้ง

ทำไม? แล้วคุณเชื่อไหม?

ผมคิดถึงหนังสองเรื่องนี้หลังจากที่ผมอ่าน

หลังอาน ของ บินหลา

ในตอนที่ไปพบกับเพื่อนสมัยอนุบาลที่ไม่เจอกันเลย 20 ปี
แต่เป็น 20 ปีที่ยังจำชื่อตัว และ ชื่อพ่อ กันได้
แล้วเขาก็ไปพบกันที่ลาวด้วยความบังเอิญ ราวฟ้ากำหนดอย่างยิ่ง
(ที่แน่ๆ ไม่ใช่แค่เดินผ่านกัน แล้วก็ “อ้าว นี่…. พ่อชื่อ..”  )

สองคนนี้เขาไม่ได้สัญญาว่าจะมาเจอกันอีก
ทั้งยัง ไม่น่าจะเป็น love story อย่างที่ความหมายโดยทั่วไปจะให้ไว้
แล้วเขาคุยอะไรกัน?
ซึ่งผมไม่รู้แน่ แต่เขาเขียนไว้ว่า

ยี่สิบปีที่ต่างคนต่างมีเส้นทางเป็นของตัว…
ยากที่จะอธิบายว่าชีวิตเกิดอะไรขึ้น ..

บางทีเห็นผลในการไม่อธิบายต่อผู้อื่น ก็เป็นเพราะกระทั่งตัวเอง
ยังไม่อยากอธิบายให้ฟัง เรามีเรื่องเศร้าเรื่องขมมากมายที่ใช้
เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนไปวันๆ

แต่กับเธอ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหลังจากเดินทางมาแสนไกลเหน็ดเหนื่อย
ได้มาเจอเรือนไม้ร่มเย็น และสนิทใจพอที่จะวางใจ
ใต้เงาไม้นั้นข้าพเจ้าทอดตัวนอน หลับตา

…แต่เรื่องราวอัดอั้นทั้งหลายกลับหลั่งไหลออกมาเหมือนน้ำหลาก
กรากเชี่ยวในฤดูฝน …. คือการสารภาพบาปที่สั่งสมตลอดชั่วอายุ

คุณเคยไหม เคยจากใครซักคนในวัยวันบริสุทธิ์ เมื่อกลับมาเจอกัน
สายตาของเขาบอกว่าคุณยังเหมือนเดิม สายตานั้นทำให้คุณอบอุ่น
แต่ก็ละอายในเวลาเดียวกัน ถ้าโลกนี้มีใครซักคนที่คุณไม่ต้องการโกหก
ใครคนนั้นกคือเธอ ผู้ รู้จัก คุณในสภาพความเป็น เด็กดี

…ข้าพเจ้าร้องไห้เหมือนเด็กๆ โดยมีเด็กอนุบาลอีกคนหนึ่งนั่งฟังอย่างเห็นใจ
แม้ว่าหลายเรื่องไม่เข้าใจ

เด็กอนุบาลบนสะพานมิตรภาพ : หลังอาน : บินหลา สันกาลาคีรี

ผมเชื่ออย่างนึงว่า การได้พูดคุยกัน เป็นช่องทางสำคัญอันนึงที่ทำให้คนสนิทกันได้
ผมว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องรัก นะ ผมคงเรียกว่า Conversation : Love story

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

พายุผ่านพ้น

ตุลาคม 26, 2009 at 12:19 am (เขียนไปเรื่อยๆ)

ท่ามกลางพายุ
จิตใจโครมครามไหวสั่นระรัว มันสั่นสะเทือนไปทั่ว
สร้างความรู้สึกคับข้องสะท้าน ไปทั้งร่างกาย บ้างรู้สึกบิดเป็นเกลียวตึงแน่น
คาดเค้น เจ็บแปลบๆ อยู่ในใจ
บ้างใหญ่โตคับแน่นร่างกาย จนแทบจะอยากฉีกอกเปิดทางให้กว้างขึ้น
ยิ่งบังคับร่างกายให้อยู่นิ่ง ยิ่งรุนแรงเกรี๊ยวกราด ทุรนทุราย
ด้วยความดิ้นรน อยากออกจากกรงขังแห่งความทรมาน
มันบ้าบอ ราววิญญาณหลุดไปจากร่าง ติดก็แต่ร่างกายไม่ยอมเคลื่อนตาม

หากเคลื่อนขยับร่างกาย ใจก็ยังสั่นให้มันมากขึ้น แรงขึ้น ไม่หยุดไม่หย่อน
ราวกับว่า หากร่างนี้ไม่แตกสลายไป วิญญาณเจ็บปวดนี้ก็ไม่อาจออกจากร่างไปได้

ความสงบเย็นพลันปรากฎอาบจิตใจ และมันเอ่อล้นมาอาบร่างกาย
ทั่วทั้งผิวกายที่เหมือนจะปริแตกเพราะแรงพายุ กลับนิ่งสงบ เย็นเบาสบาย
กล้ามเนื้อที่เคยเกร็งตึง ผ่อนคลาย และวางเฉยได้แล้ว

จิตใจสงบแล้ว ร่างกายก็นิ่งแล้ว มีเพียงความเคลื่อนไหวราวหยดน้ำที่ต่อเนื่อง มั่นคง
ที่ดำเนินต่อไป ต่อไป

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

100th for Honey and Clover

ตุลาคม 25, 2009 at 10:28 am (อ่านมาเล่าไป) (, , , , , )

ฮากุมิ  หญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และความตั้งใจสร้างงานศิลป

“ภาพของยัยนั่นควรแขวนในพิพิธพัณฑ์
ไม่ว่าจะผ่านไป 100 ปี หรือ 300 ปี
ผลงานก็ยังมีชีวิตและเป็นที่จดจำไปตลอดกาล” โมริตะ

“อาจเป็นอย่างนั้น แต่..
เขาจะกลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลย
ผลงานของฮากุ จะมีอยู่กี่ชิ้นที่หลงเหลือชื่อไว้
จะมีกี่ชิ้นที่ทำใหคนมีความสุข?
แต่ก็ไม่อาจหยุดมือได้
และหัวใจเขาอาจไม่ได้หยุดพักไปตลอดชีวิต
แล้วแบบนั้นเรียกว่าความสุขเหรอ” ฮานาโมโตะ

เวลามีเป้าหมายที่อยากให้ไปถึง
พลังการวาดภาพโดยไม่เห็นแก่ตัวก็จะสูญไป….
“วาดสิ่งที่ชอบ” “วาดอย่างเพลิดเพลิน” เป็นคำสวยหรู
…แต่ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน…
ฮากุ

.

ทาเคโมโตะ ก็เป็นแค่วัยรุ่นชายสับสนธรรมดาๆ ที่ดันไปหลงรักฮากุ

สมัยผมยังเด็ก ขณะขี่จักรยานสีฟ้าคู่ใจ
ผมคิดว่า “ถ้าขี่ไปโดยไม่หันหลังกลับ จะขี่ไปได้ไกลแค่ไหนกันนะ”
ตอนนี้บางครั้งผมก็คิด ว่าสิ่งที่ผมต้องการพิสูจน์ มันคืออะไรกันแน่

…ไม่ไหว ทำไม สมองถึงว่างเปล่า
ได้ยินเสียงประหลาดในหัวตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
เสียงนี้ คืออะไร
อ๊ะ จริงด้วย มันคือ
เสียงของความว่างเปล่า

แล้วเขาก็ขี่จักรยานออกไปซื้อของโดยไม่หันหลังกลับ

พอลองตะโกนออกมา ในที่สุดก็เข้าใจ
ที่ตัวเองมองไม่เห็นอนาคต
ไม่รู้ว่าควรทำยังไงกับชีวิตตัวเอง
และทำไมถึงให้คำตอบตัวเองไม่ได้
…ทว่า
วันเวลาก็ยังผ่านไป อย่างไม่ปราณี

ฉันออกเดินทางมาทำไมตั้งแต่แรก?
และกำลังจะไปไหน?
ทำไมต้องวิ่งด้วย? ถ้าวิ่งต่อไปจะเจออะไร?
คำถามร้อยแปด ไร้ซึ่งคำตอบ
คืนนั้นทาเคโมโตะนอนไม่หลับ
จึงขี่จักรยานไปตามทางหลวงหมายเลข 6
เพื่อไล่ตามดวงจันทร์ และ GANDHARA(หมายถึงยูโทเปีย คนเขียน) ทั้งคืน

ไม่ว่าใคร ก็อยากไป
โลกที่แสนห่างไกล
ทำยังไงถึงจะไปถึงที่นั่นได้
ช่วยบอกฉันที

ทาเคโมโตะ

“พรุ่งนี้นายควรไปได้แล้วล่ะ
ยังไม่ไดคำตอบไม่ใช่เหรอ
ว่าจะปั่นไปได้ไกลขนาดไหน
ถ้านายมีเวลามานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ฉันว่านายอย่ามัวอยู่ที่นี่เลย
วิ่งต่อไปจนกว่าจะพอใจเถอะ
เวลาลังเล ก็ลังเล เวลาวิ่งก็วิ่ง
คำตอบจะเป็นยังไงก็ช่าง
เพราะมันไม่มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
มันอยู่ที่เรา “ลองทำจนพอใจแล้วรึยัง”
เท่านั้นเอง”   หัวหน้าใหญ่

Read the rest of this entry »

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

Next page »