วรรณกรรมหลีกหนี-Maturity ของสังคม

Escape Literature คือ หนังสือที่ทำให้ผู้อ่านหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง
เข้าไปอยู่ในโลกของความฝันที่มีสีสันและความสนุกสนาน

ในไทยวรรณกรรมประเภทนี้เกิดขึ้นมากในช่วงเผด็จการอันยาวนาน ป. สฤษ ถนอม ประพาส
ถึงแม้ในเชิงจำนวน อาจมีวรรณกรรมตีแผ่สังคม หลายเล่มก็กลายเป็นหนังสือต้องห้ามไป

พูดให้ชัด เป็นเรื่องที่คนในสังคมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ไม่ทางออกไปไหน ใช้เรื่องเหล่านี้เพื่อ
หาความสุขชั่วคราว ประเภท เป็นเด็กบ้านนอก จนๆ แร้งแค้น ก็ต้องมีปานแดง เป็นลูกเจ้าคุณปู่
เรียกให้ไปรับมรดก อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หรือไม่ก็ต้องมีชายกลางมารัก
ถ้าเป็นท่านชายอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องทำมาหากิน เพราะรวยซับซ้อนอยู่แล้ว

เช่น บ้านทรายทอง …. (จำได้อันเดียว) อีกแบบก็คือ พลนิกรกิมหงวน
เพชรพระอุมา

ทำใจให้เป็นกลางจะพบว่า ละครไทยก็มีพัฒนาการทางด้านบท และความสมจริงมากขึ้น
ตอนนี้เขาเหล่านั้นมีงานทำ (แต่ก็ไม่มีเรื่องในการทำงานจริงจังหรอก)
ถ้าเป็นเรื่องใหม่ๆ ก็จะมีฉากในกองถ่าย ซึ่งผมเดาเอาว่าง่ายต่อการเก็บข้อมูล
ทำให้พระเอกนางเอก ซึ่งเป็นดาราอยู่แล้ว กลายเป็นดาราซ้อนดาราเข้าไป

ด้านหนังสือเอง กลับมีพัฒนาการเรื่องความหลากหลาย และความลึกซึ้ง
แต่ถึงตอนนี้ มันก็ไม่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้อีกแล้ว

เท่าที่ผมรู้ ทุกสังคมต่างต้องการการเรียนรู้  ที่หมายถึงการเรียนรู้ของสังคมจริงๆ
ไม่ได้หมายถึงระดับเฉพาะคนแต่อย่างใด

เช่นเหตุการณ์สงกรานต์ปีที่ผ่านมา เราก็ได้รู้ว่า สลายการชุมนุมก็เป็นเรื่องที่ทำได้ ต่อจากนี้
การชุมนุมก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่ล้ำเส้นต่อไป

แต่สังคมยังมีหัวข้ออีกมากที่ยังต้องเรียนรู้

จบเลยแล้วกันง่วงมากแล้วครับ

Spiral

บรรดาเด็กๆ

ช่วงปีสองปีมานี้ ซึ่งจะรวมถึงต่อไปข้างหน้าด้วยนั้น จะเป็นช่วงที่ผมพบภาพเหล่านี้บ่อยครั้งมากขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้ไม่มีคนเกิด แต่หมายความพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้เป็นเพื่อนผม
หรือ หลานผมเองอย่างตินตั้นรูปล่างขวา(กับปู่เขา(พ่อผมน่ะ))  ตอนนี้ได้ข่าวว่ามีอีกหลายคนต่อคิวอยู่
พร้อมกับเรื่องราว ของเหล่าหลานๆ

กินนมแม่ คว่ำแล้ว คลานแล้ว ยืนแล้ว เดินแล้ว หนักเท่าไรเนี่ย แก้มย้อยไปนะ แขนเป็นปล้องเชียว

วาบนึงผมนึกถึงตอนเป็นเด็ก จำความรู้สึกที่เรามองพ่อแม่เรา
ความรู้สึกที่ว่า พ่อแม่เราเป็นคนยิ่งใหญ่ในสายตาเรา เป็นผู้รู้สำหรับเรา
เป็นคนที่เราจะทำตาม  ความทรงจำนี้มันสะท้อนมามองตัวเองตอนอายุ 30 ว่า
ถ้าเกิดผมมีลูก แล้วเด็กคนนั้นคิดเหมือนกับผมในวัยเด็ก ผมจะบอกยังไง
ให้เขารู้ว่า ผมกับเขา ก็ยังต้องการเรียนรู้โลกพอๆ กัน และได้บทเรียนจากเด็กเกิดใหม่
ไม่น้อยไปกว่าที่เขาได้จากเรา

ผมรู้สึกถึงวงรอบหมุนวนเวียน ผ่านวันเวลา เชื่อมต่อร้อยเรียงโยงต่อกันไป
จากรุ่นสู่รุ่น จากเห็นบนหน้ากระดาษ สู้ความประจักษ์แจ้ง แก่ตา แก่ใจ

credit : ภาพถ่ายจาก blog เพื่อนๆ ส่วนหลานกับพ่อผมใครถ่ายไปรู้แต่กล้องผม

คนไทยไร้แผ่นดิน-ความจริงของความจน

ผมไม่ได้พูดถึง “You know who” คนนั้นครับ
แต่หมายถึงชื่อชุมชนหนึ่งที่ตั้งขึ้นมา เพื่อให้คนที่สิ้นเนื้อประดาตัวจากหนี้สิน
มาพักพิง ผมไปเจอเรื่องนี้ใน thaiPBS ครับ รายการเปิดปม

เมื่อก่อนผมมักคิดว่าการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย
หลายต่อหลายวง สนธนา ด่าทอการศึกษาไทย (ตอนนี้ไม่รู้น้อยลงป่าว
แต่รอบตัวแทบไม่มีแล้ว)

ต่อมาผมคิดถึงกระบวนการทำให้การศึกษาดีขึ้น ก็พลันเข้าใจว่า
ปัญหา คอร์รัปชั่น มันเร่งด่วนกว่า เหตุเพราะเราจะสร้างระบบอะไรซักอย่าง
จะต้องมีส่วนที่เป็นการตรวจสอบ ประเมิน เพื่อดูผลและปรับวิธีการปฏิบัติ
แต่ถ้าหาก ตรวจ ประเมิน รางวัล และโทษทัณฑ์ โดนโกงแล้ว มันก็ทำอะไรไม่ได้
แล้ว

ผมมีประสบการณ์รายรอบผู้คนที่เผชิญปัญหาด้านเงินๆ ทองๆ มาหลายแบบ
ถึงแม้ตอนออกค่ายอาสาที่ชัยภูมิ จะไม่ได้เข้าไปพูดคุยให้เห็น ให้เข้าใจ
แต่ก็พอจะได้กลิ่นรูปแบบวิถีชีวิตมาไว้ในสมอง ต่อมาทำงานที่บางเลน
รอบโรงงานมีแต่ทุ่งนา หลายคนเป็นคนงานในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีที่ทำกิน
แต่อยากทำงานโรงงานหาเงินไว้ใช้สอย แต่ก็เริ่มเห็นคนที่เจอปัญหาการเงิน
ทั้งฝั่งลูกหนี้ และเจ้าหนี้ เช่น เจ้าหนี้จะเป็นคนถือ บัตร ATM ของลูกหนี้พร้อมกับรู้รหัส
พอเงินออกก็จะไปกดออกมา และมาให้ลูกหนี้ 500 บาทไว้ใช้จ่าย(เงินออกราย 15 วัน)
โชคดีเงินที่ต้องการในการดำรงชีวิตค่อนข้างน้อย แต่ว่าเขากู้เงินไปทำอะไร?
ที่ดีหน่อยก็ ไปเรียน ไปเป็นค่ารักษาพยาบาล ไปซ่อมบ้าน ไปซื้อมาไซต์มาทำงาน ค่าเช่าบ้าน
ที่เหลือก็ แต่งมอไซต์ที่ซื้อมาทำงาน มือถือใหม่ เสียบอล ลงขวด
ความจริงยังมีเหตุผลมากมาย เขียนไม่หวาดไม่ไหว

แต่กรณีหนักๆ ที่เจอมาคืออายุสิบแปด มีลูกสองคน คนที่สองต้องหาเงินคลอดลูก
คนแรกต้องหาค่านม มักเจอในสถานการณ์ไม่รู้จะทำยังไงดี เดี๋ยวก็ยายป่วย
ลูกป่วย คลอดลูก ค่าจ้างเลี้ยงลูก ถ้าไม่จ้าง ตัวเองก้มาทำงานไม่ได้
ยายเลี้ยงให้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

มาอีกวันจะโดนไล่ที่อยู่ เจ้าของที่้เขาจะขอขึ้นบ้าง จะขายที่บ้าง ก้ต้องหาที่อยู่ใหม่
ที่ต้องอยู่กัน หกชีวิต อย่าคิดจะเช่าบ้านเป็นเรื่องเป็นราวเลย เดิมเช่าอยู่ปีละสองพัน
ยังไม่ค่อยมี ต้องหาที่วัดสถานเดียว ถึงอย่างนั้น ยังต้องคิดเรื่องปลูกบ้านให้พออยู่พอนอน
ได้ก็ต้องหาอีก

ที่เขียนมายืดยาวเป็นกรณีในเมือง เคยได้ยินที่แย่กว่านี้แต่ไม่ได้เจอเองกับตัว จึงไม่ขอพูดถึง

เอาล่ะสรุปกันซักทีนึง ปัญหาการเงิน เป็นปัญหาใหญ่มากแล้วซับซ้อน เพราะถ้ามองลึกเข้าไป
มันมาจากการใช้เงินเกินตัว โดนโกงตั้งแต่เก่าก่อน พอเริ่มจนแล้ว ก็อาจจนซ้ำซ้อน
ทั้งจนเงิน จนเงิน จนโอกาส จนสติ จนความอดทน จนศักดิ์ศรี
ผมพูดกว้างๆ อย่างนี้เพราะกว่า เหล่าคนที่มีโอกาส(รวมทั้งผมด้วย)
ความสามารถหลายอย่างขึ้นอยู่กับความมั่นใจ โอกาสที่จะเห็น จะมอง จะดู จะสัมผัส
กำลังใจที่จะขวนขวาย

จบแล้วครับ วุ่นวายหน่อย ไม่ได้เขียนนานมาก ขอโทษสำหรับคนอ่าน ข้ามๆไปก็ได้ครับ บ่นๆๆๆๆ ไปเรื่อย

บันทึกหลินปิง:Fwd mail สุดยอดบันเทิง

….p o o k i p i k i …. 

หนูชื่อหลินปิง

เป็นลูกแม่หลินฮุ่ย


คุณๆอาจจะสงสัยว่า วันๆนึง หนูอยู่ที่นี่ต้องทำอะไรบ้าง

นอกจาก…นอน…

นอน…

แล้วก็นอน…

แหม…หนูก็ไม่ได้ขี้เกียจขนาดน้าน…ไม่เชื่อเดี๋ยวปั๊ดหวดด้วยคมแฝกซะนี่!!

แม่ฮุ่ยสอนหนูว่า หนูเป็นผู้หญิง ต้องรู้จักทำงานบ้านงานเรือนไว้บ้าง

เช่น ถูบ้าน…

ถูๆๆๆๆให้สะอาดทุกซอกทุกมุม

หนูช้ำมาก…กระซิกๆ

แล้วก็ซักผ้า

หนูซักเก่งนะ

นอกจากนี้ แม่ฮุ่ยยังบอกอีกว่า

แม่ฮุ่ยและลูกปิงถึงเป็นชาวจีน แต่ก็อยู่เมืองไทย

หนูต้องช่วยหารายได้ให้เขา เพราะเขาเลี้ยงดูเราอย่างดี

เช่นการผลิตตะเกียบส่งไปขายที่จีน จีนได้ตะเกียบ ไทยได้เงิน win-win

แต่ไม้ที่แม่ฮุ่ยเอาไปทำตะเกียบนั่นมันคมแฝกหนู~~~~

แต่หนูก็ยังเป็นเป็นเด็กนะ ให้ทำงานทั้งวัน หนูก็เบื่อๆแหละ

มันต้องมีเล่นบ้าง

แต่เล่นในบ้านนานๆ มันก็เบื่อๆนะ หนูอยากออกไปดูโลกภายนอกบ้าง

หนูก็เลยพยายาม…แหกคุก!!

ครั้งแรกๆหนูทำไม่สำเร็จหรอก โดนพี่เลี้ยงจับได้ ก็เลยโดนส่งกลับเข้ามา

แต่หนูก็ไม่ยอมนะ แม่ฮุยบางทีก็ใจดี ร่วมมือกับหนู ช่วยดูต้นทางให้

ตอนแรกหนูก็ดีใจนะ ข้างนอกนี่ของเล่นเยอะกว่าข้างในอีก

แต่หนูก็พบว่าโลกภายนอกมันโหดร้ายจริงๆ T^T

หนูตกลงมาคราวนั้น หนูเจ็บมาก ต้องไปหาหมอ

หมอบอกหนูว่า ต้องฉีดยานะ แต่หนูกลัวเข็มมาก ก็เลยจะหนี แต่ว่า…T^T

หนูเลยเข็ดแล้ว กับโลกภายนอก กลับเข้าบ้านดีกว่า T^T

แต่ว่า…ก้นหนูติดกรงงงงงงง T^T

หนูดิ้นรนอยู่ตั้งนานแน่ะ

พอหนูกลับมา แม่ฮุ่ยก็ถามว่า เป็นยังไงล่ะ ซนดีนัก

แม่ฮุ่ยก็เลย…ถีบ…สั่งสอนหนูไปอีกที T^T

คืนนั้น แม่ฮุ่ยก็สั่งสอนหนู บอกให้หนูเป็นเด็กเรียบร้อย

ทำตัวให้สมเป็นกุลสตรีแบบแม่…-_-”

หนูนอนทบทวนคำสั่งสอนของแม่ฮุ่ยอยู่นาน…

แล้วหนูก็เลยต้องทำตามแม่…

ถึงหนูจะดื้อ จะซนไปบ้าง แต่หนูก็รักแม่นะ

แล้วยังไงมาเจอหนูปิงกับแม่ฮุ่ยได้ที่เชียงใหม่นะคะ บ๊ายบายค่า

Zzz…


เมื่อมือถือค้อน ก็เห็นอะไรเป็นตะปูไปหมด

หลายเดือนก่อน ผมจำไม่ได้แล้วว่าเรากำลังสนธนากันเรื่องอะไร แล้วเพื่อนผม
สมไซ ก็พูดขึ้นมาว่า

เมื่อมือถือค้อน ก็เห็นอะไรเป็นตะปูไปหมด

แหม ถ้ามีทั้งลังเครื่องมือเลย คงจะต้องคิดเยอะเลยว่า สกรู โบลต์ นัท ฯลฯ

ไม่ได้เขียนมาหลายสัปดาห์ แต่ตอนนี้ง่วงแล้ว จบเลยแล้วกัน